ตร.จ่อคิวจับทาสแม้ว “ชูชีพ” หมิ่นเบื้องสูง!
น.1 เผย บช.น.เดินเครื่องถอดเทปเส้นเสียงคำพูด “ชูชีพ ชีวสุทธิ์” พร้อมประสานผู้เชี่ยวชาญจาก สตช.-สนง.นิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบหลักฐาน เพื่อเสนอศาลอนุมัติหมายจับต่อไป ย้ำหลักฐานทั้งหมดจะมัดตัวคนจาบจ้วงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดำเนินคดีผู้ต้องหา ทุกคนได้แน่
วันนี้(30 ก.ค.)พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวถึงการออกหมายจับนายชูชีพ ชีวสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า คณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กำลังรวบรวมพยานหลักฐานรายละเอียดพฤติการณ์ กรณีที่มีการกล่าวพาดพิงก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ในรายการวิทยุชุมชนเวทีทวงคืนประชาธิปไตย เพื่อเตรียมขออนุมัติหมายจับบุคคลที่พูด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเทปคำพูดให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบคลื่นเสียงว่า เป็นเสียงของนายชูชีพ จริงหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 3-4 วันคงรู้ผลยืนยันชัดเจน เมื่อได้หลักฐานในส่วนนี้เมื่อไหร่จะดำเนินการขออนุมัติหมายจับจากศาลใน ทันที
“ตำรวจจะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน ทุกรายไปไม่มีละเว้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมการออกหมายจับผู้ต้องหา รายอื่นๆต่อไปโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มีการออกหมายจับทั้งนั้นทุกกรณีทุกคนเราดำเนินการหมดตามขั้นตอนกฎหมายโดยไม่ ต้องมีการออกหมายเรียกก่อน เนื่องจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นคดีที่มีโทษเกิน 3 ปีขึ้นไปฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมีการออกหมายเรียกสามารถออกหมายจับได้ทันที เพราะเป็นคดีที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีใครมาแจ้งความ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพบูชา “ผบช.น.กล่าว
ด้าน แหล่งข่าวจากคณะทำงานชุดสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นฯ หรือ บอร์ด บช.น.ซึ่งมี พล.ต.ท.อัศวิน เป็นประธาน กล่าวว่า คณะทำงานกำลังรวบรวมพยานหลักฐานรายละเอียดพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานทั้งภาพและเสียง ประกอบสำนวนคดีเพื่อเตรียมออกหมายจับผู้ต้อหาที่กระทำความผิดข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มเติมอีก 1- 2 รายในเร็วๆนี้ โดยหนึ่งในนั้นมีนายชูชีพ ชีวิสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย ที่ปราศรัยพาดพิงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายหลังคณะทำงานบอร์ด บช.น.ได้ออกหมายจับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และนางสาวดารณี เชิงชาญศิลปะกุล แกนนำกลุ่มสภาประชาชนสนามหลวงไปก่อนหน้านี้
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะทำงานสืบสวนได้สืบสวนรวบรวมเบาะแสข้อมูลหลักฐานการกระทำความผิดของนาย ชูชีพ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลักฐานภาพและเทปบันทึกเสียงคำพูดของนายชูชีพ ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณท้องสนามหลวง หลายครั้งที่ผ่านมามีถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดาชานุภาพ รวมถึงการพูดออกอากาศผ่านทางรายการวิทยุชุมชน
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
พันธมิตร’อุดร-บุรีรัมย์’ ถูกรุมยำ กลุ่มต้านรุมตี-ปาหิน-เผาเวที เจ็บอื้อ
พันธมิตรอุดรฯถูกม็อบต้านรุมตีสลบ
ที่ จ.อุดรธานี เกิดเหตุปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรอุดรธานีประมาณ 150 คน ที่เตรียมเปิดเวทีปราศรัยภายในหนองประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี กับกลุ่มชมรมคนรักอุดรกว่า 700 คน ที่ต่างนัดหมายรวมตัวที่สนามทุ่งศรีเมือง ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โดยแจ้งให้ตำรวจรู้ล่วงหน้าว่าจะบุกเวทีพันธมิตรเวลา 15.00 น. โดยก่อนหน้านี้ชมรมคนรักอุดร 200 คน รวมตัวเดินทางไปที่เวทีพันธมิตร แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร ตชด. อพปร. และ อส.กว่า 500 นาย คอยดูแลมิให้เกิดการเผชิญหน้า จึงมีใช้หนังสติ๊กยิงเข้าไป แต่ลูกหินไม่ถึงกลุ่มพันธมิตร จึงต้องล่าถอยกลับไป
เวลา 15.30 น. ชมรมคนรักอุดรนำของนายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เครื่องขยายเสียงบนรถปิคอัพนำชมรมคนรักอุดรถือธงชาติติดด้ามไม้เดินเท้า ออกจากเวทีสนามทุ่งศรีเมืองมุ่งหน้าไปยังเวทีของกลุ่มพันธมิตร และเริ่มฝ่าด่านของเจ้าหน้าที่ โดยกรูกันเข้าไปในหนองประจักษ์ฯ ก่อนจะใช้อาวุธทั้งไม้และท่อนเหล็กเข้ารุมทำร้ายกลุ่มพันธมิตรอย่างบ้าคลั่ง ทำให้กลุ่มพันธมิตรหนีแตกกระเจิงไป และมีคนของกลุ่มพันธมิตรที่หนีไม่พ้นถูกรุมตี กระทืบเข้าที่ลำตัวและศีรษะ บางคนถึงกับสลบแน่นิ่งต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่พยายามเข้าห้าม และรถฉุกเฉินที่มารับคนเจ็บยังถูกทุบกระจกแตก ส่วนเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรถูกรื้อทำลายทิ้ง มีการเผาเสื้อและป้าย ก่อนที่กลุ่มต้านพันธมิตรจะแยกย้ายหนีกันไป
กลุ่มพันธมิตรเจ็บฝ่ายเดียว13ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคนของกลุ่มพันธมิตร 13 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ประกอบด้วย นายแก้ว จันธิชู อายุ 59 ปี,นายชนะศักดิ์ ผ่องเทิดทิ่ง อายุ 54ปี,นายจวง ขาเกตุศรี อายุ 46 ปี (บาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะอาเจียนเป็นเลือด),นางธนัยนันต์ จรัสกีล้วน อายุ 30 ปี,นายสมพร รักดาดาษ อายุ 23 ปี,นายเฉลิมวุฒิ ปะวิเศษ อายุ 61 ปี,น.ส.สุจิรา มีชั้นช่วง อายุ 43 ปี,นายรัตนะชัย ทองสุก อายุ 22 ปี,นายรังสี ศุภชัยสาคร อายุ 61 ปี,นายพงษ์เทพ แก้วใส อายุ 25 ปี,นายโกวิทย์ เรียวแรงไกรสร อายุ 63 ปี,นายพาเลิศ อินบัวศรี อายุ 52 ปี และนายเสรี เป็นสุข อายุ 49 ปี
พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดาศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกฝ่ายใช้ความพยายามเต็มที่ในการป้องกันเหตุรุนแรง ตั้งแต่แยก 2 กลุ่มออกจากกัน ขอร้องไม่ให้เกิดความรุนแรงแต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ทั้งนี้ จะตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย กลุ่มพันธมิตรได้รับบาดเจ็บ 13 ราย ยังไม่มีรายงานกลุ่มต้านพันธมิตรได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และยังไม่มีใครเข้าแจ้งความ
นายสุพจน์ เลาวัณยศิริ ผู้ว่าฯอุดรธานี กล่าวว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมหลักฐานรวมทั้งภาพที่บันทึกไว้ได้ และขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ช่วยนำภาพนิ่งและเคลื่อนไหวให้เจ้าหน้าที่ด้วยแกนนำเตือนถ้าส่อรุนแรงให้งด
เวลา 18.40 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรแถลงว่า ขณะนี้สถานการณ์ความรุนแรงระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้าน โดยเฉพาะในแถบภาคอีสาน อาทิ จ.อุดรธานี บุรีรัมย์ และมหาสารคาม มีการบุกปิดล้อมเวที เผาจอโปรเจคเตอร์ และทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรบาดเจ็บหลายราย บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต เบื้องต้น แกนนำประชุมกันและออกแถลงการณ์แจ้งแกนนำทุกจังหวัดให้ประเมินสถานการณ์การ ปราศรัย หากจังหวัดใดไม่พร้อม และคาดว่าจะมีเหตุรุนแรง ให้งดจัดกิจกรรมทันที
” ผมทราบข่าวจากตำรวจที่ จ.อุดรธานีระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันที่นั่น 1 คน เป็นชายถูกตีและแทง ศพอยู่ที่โรงพยาบาลอุดรฯ ยังไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายไหน กำลังตรวจสอบความชัดเจนอยู่” นายสุริยะใสกล่าว
พล.ต.ต.เพิ่มศิกดิ์ ภราดรศักดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนรักอุดรไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับาดเจ็บ 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายพันธมิตรและกลุ่มรักอุดรบางส่วน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยบุรีรัมย์เดือดฝ่าด่านตร.พังเวทีพันธมิตร
ที่ จ.บุรีรัมย์ เวลา 18.00 น. วันที่ 24 กรกฏาคม กลุ่มเครือข่ายต่อต้านพันธมิตรกว่า 500 คน นำรถบรรทุก 6 ล้อ เข้ามาเปิดปราศรัยใกล้กับเวทีของกลุ่มพันธมิตรบุรีรัมย์ ภายใต้การนำของนายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ที่จัดตั้งเวทีบริเวณลานชุมชนหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ โดยกลุ่มต่อต้านพันธมิตรสวมหมวกไหมพรมปิดบังหน้าตา และตะโกนขับไล่ไม่ยอมให้มีการเปิดเวทีปราศรัยและให้รื้อเวที ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจลกว่า 500 นาย ต่างตรึงกำลังปิดล้อมบริเวณโดยรอบ ระหว่างนั้นกลุ่มต่อต้านได้เริ่มขวางปาไข่เน่า ยิงหนังสติ๊กเข้าใส่ตำรวจชุดปราบจลาจล
เวลา 18.30 น. กลุ่มต่อต้านพันธมิตรปาระเบิดพลาสติคใส่ตำรวจชุดปราบจลาจล 3 ลูก ก่อนบุกฝ่าด่านตำรวจนำก้อนหินขนาดใหญ่ ขวดแก้ว และท่อนเหล็กตีตำรวจชุดปราบจลาจลจนตำรวจบาดเจ็บล้มลงกับพื้น ก่อนที่กลุ่มต้านพันธมิตรวิ่งเข้าพังเวทีปราศรัยของพันธมิตร ลำโพงได้รับความเสียหายทั้งหมด และวิ่งแยกย้ายหลบหนี โดยตำรวจไล่จับกุมได้ 12 ราย
หลังเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายนาย รวมทั้งรถยนต์ตำรวจและของประชาชนถูกก้อนหินปากระจกแตกนับ 10 คัน ส่งผลให้กำหนดการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรต้องยกเลิกโดยปริยายด้าน พล.ต.ต.ประสิทธิ์ ทำดี ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ สั่งกำลังตำรวจเก็บรวมรวมหลักฐาน อาทิ ท่อนเหล็กกว่า 50 ท่อน รองเท้าและก้อนหินขนาดใหญ่หลายร้อยก้อน โดยตำรวจได้บันทึกภาพวิดีโอไว้ตลอด เพื่อเรียกตัวผู้ที่ก่อความวุ่นวายที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป ขณะที่นายสันทัด จัตุชัย ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย
เวลา 19.30 น. นายโสภณพร้อมด้วยพันธมิตรบุรีรัมย์เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มต่อต้านเวทีพันธมิตรฯมหาสารคามเดือด การุณ โดนหนังสติ๊กเลือดสาดวูบกลางเวที
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 23 กรกฎาคม ขณะที่ นายการุณ ไสยงาม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเวทีปราศรัยอยู่นั้น กลุ่มต่อต้านกว่า 100 คน ที่ตั้งเวทีอยู่ด้านหลังห่างเวทีของพันธมิตรฯเพียง 5 เมตร และด้านหน้าเวทีห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ก็มีกลุ่มต่อต้านใช้เครื่องเสียงด่าตอบโต้การปราศรัยกันไปมา บรรยากาศเป็นไปด้วยความตรึงเครียด ขณะเดียวกันก็มีก้อนหินขว้างมาจากกลุ่มต่อต้าน บริเวณด้านหลังเวทีพันธมิตรฯ ปลิวเข้ามาบนเวทีเป็นระยะๆ นายการุณ จึงพาผู้ชุมนุมร้องตะโกนด่ากลุ่มต่อต้านว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน
ต่อมา มีการดับไฟฟ้าที่อยู่ริมถนนหน้าโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม ด้านหน้าเวทีพันธมิตร และมีมือมืดที่อยู่บนชั้น 2 ของอาคารเรียนโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม และอาคารชั้น 2 วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคามยิงหนังสติ๊กลงมาหลายลูก ผู้ชุมนุมต้องหลบกันจ้าละหวั่น และลูกหนังสติ๊กลูกหนึ่งยิงถูกบริเวณหน้าผากเหนือคิ้วซ้ายของ นายการุณ แตกเลือดอาบหน้า ทำให้นายการุณ ถึงกลับล้มวูบลงกลางเวที การ์ดต้องวิ่งขึ้นไปประคองลงมานำส่งโรงพยาบาลมหาสารคาม ปรากฏว่าแผลแตกยาว 1 นิ้ว แพทย์ต้องเย็บถึง 3 เข็มและบริเวณซี่โครงซ้ายมีแผลถลอกเนื่องจากโดนก้อนหินปา นอกจากนั้นยังมีผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัสคือ นางวชิราภรณ์ โคตรสาร แกนนำพันธมิตรฯ อ.เมือง มหาสารคาม โดนก้อนอิฐตัวหนอนเข้ากลางหน้าผากเลือดอาบสลบคาที่ น้าผากแพทย์ต้องเย็บถึง 5 เข็ม และนำเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อเอกซเรย์ปรากฏว่ากะโหลกศีรษะร้าว นอกจากนั้นยังมี นายวันชัย สุวรรณทัต ผู้ร่วมชุมนุมถูกก้อนหินเข้าที่บริเวณเหนือคิวซ้ายแตกแผลยาว 1 นิ้ว
หลังออกจากโรงพยาบาลมหาสารคาม นายการุณ ไสยงาม ได้ขึ้นรถตู้ออกไปกลับนาย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ส่วนบรรยากาศเวทีการปราศรัยกลุ่มต่อต้านยังเปิดเครื่องกระจายเสียงรบกวนอยู่ เรื่อยๆ โดยทางตำรวจก็ได้แต่ยืนคุมเชิงไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาปะทะกัน ส่วนการก่อเหตุครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มที่ออกมาต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ สำหรับผู้ก่อเหตุไม่สามารถจับได้
นายการุณ กล่าวว่า การก่อเหตุเช่นนี้เหมือนกับบ้านเมืองไร้กฎหมาย เหมือนไม่ใช่เมืองการศึกษาเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ทั้งๆที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังกล้าก่อเหตุ ซึ่งผู้รักษากฎหมายต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้
ที่มา: มติชน
สลด! พันธมิตรอุดรฯ เหยื่อม็อบเถื่อน เจ็บร่วม 20 อยู่ไอซียู 1
ม็อบสุดถ่อย “ขวัญชัย ไพรพนา” และ น้องชาย “ธีระชัย แสนแก้ว” พร้อมอาวุธมีด-ขวาน ลุยทำร้ายพันธมิตรฯ พร้อมเผารื้อทำลายเวที ส่งผลพันธมิตรฯ บาดเจ็บรวม 20 ราย ล่าสุดแกนนำระบุ 1 คนที่คิดว่าเสียชีวิตแล้วขณะนี้แพทย์กำลังช่วยชีวิตอยู่ในไอซียู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯอุดรธานี ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ที่บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อ.เมืองอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 น.วันที่ 24 ก.ค. ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น.นายอุทัย แสนแก้ว น้องชาย นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ นำม็อบโจร “ชมรมรักอุดร” ที่ผ่านการปลุกปั่นโดยนายขวัญชัย ไพรพนา ดีเจวิทยุชุมชนคนรักอุดร มากกว่า 1,000 คน พร้อมอาวุธครบมือ ทั้งไม้ หนังสติ๊ก มีดตัดอ้อย และถุงบรรจุอุจจาระ บุกเข้ามายังสวนสาธารณะหนองประจักษ์ ซึ่งมีกำลัง ตชด.24 จำนวน 200 คน และตำรวจภูธรอุดรธานี ในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบ จำนวน 500 คน ตั้งแถวตรึงกำลังอยู่ด้านหน้าสวนสาธารณะหนองประจักษ์
เวลาผ่านไปเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ม็อบโจรได้ให้ชายฉกรรจ์ จำนวน 500 คน เป็นแนวหน้าดันแนวแผงกั้นเหล็กฝ่ากำลัง ตชด.เข้ามาใช้ไม้ไล่ตี ยิงหนังสติ๊ก และโยนถุงอุจจาระ ใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้พันธมิตรฯ วิ่งหนีแตกกระเจิง บางรายได้วิ่งเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้อาวุธที่เตรียมมา ทั้งไม้ มีดปลายแหลม หรือแม้กระทั่งขวาน ไล่ฟันผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ทั้งหญิงชาย จนแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง และมีผู้บาดเจ็บสาหัส เป็นชาย 2 คน และหญิง 1 คน บาดเจ็บเล็กน้อยอีกมาก
จากนั้นม็อบโจร เผยสันดานโจรออกมา เข้าไปขโมยเอาเสื้อยืดของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เตรียมมาแจกให้กับประชาชนที่รับฟังในครั้งนี้ พร้อมทั้งยังทำลายทรัพย์สินที่อยู่ข้างในเก้าอี้พลาสติก, ถังน้ำแข็ง, เต็นท์, จอโปรเจกเตอร์, จานดาวเทียม และทำการจุดไฟเผาวอดวายไปหมด ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ห้ามปราม ยืนดู แต่ก็ทำไรไม่ได้
หลังจากม็อบโจรบุกเข้ามาทำร้ายเวที และคนของกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว ได้ประกาศชัยชนะ จากนั้นเคลื่อนขบวนกลับไปเวทีของตนเองอยู่ในบริเวณสนามทุ่งศรีเมือง และเปิดเพลงปลุกใจอยู่ตลอดเวลา และเตรียมจะเคลื่อนขบวนมาบุกอีกเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯที่จัดขึ้นอยู่โรงแรม นภาลัย ซึ่งมีกำลังตำรวจเพียงแค่ 200 คน มาคอยดูแลปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของกลุ่มม็อบต่อต้านพันธมิตรฯอุดรธานี ครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่รุนแรง แสดงถึงว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ไม่เคารพสิทธิในระบอบประชาธิปไตย เป็นการกระทำต่อกลุ่มพันธมิตรฯที่รุนแรงที่สุด มีการนำมีด เหล็กแป๊บ และอาวุธอื่น เข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุมที่ชุมนุมกันอย่างสงบ
ภายหลังได้มีการลำเลียงผู้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีจำนวนกว่า 20 คน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีจำนวน 13 คน ประกอบไปด้วย นายแก้ว จันทิชู อายุ 59 ปี อพปร.หนองไฮ นายชนะศักดิ์ ผ่องเทิดทิ่ง อายุ 54 ปี นายจวง ขาเกตุศรี อายุ 46 ปี นางธนัยนันต์ จรัสกีล้วน อายุ 30 ปี นายสมพร รักดาดาษ อายุ 23 ปี ด.ต.เฉลิมวุธ ประวิเศษ อายุ 61 ปี น.ส.สุจิรา มีชั้นช่วง อายุ 43 ปี นายรัตนชัย ทองสุก อายุ 22 ปี นายรังษี ศุภชัยสาคร อายุ 61 ปี นายพงษ์เทพ แก้วใส อายุ 25 ปี นายโกวิท เรี่ยวแรงไกสร อายุ 63 ปี นายพาเลิศ อินบัวสี อายุ 52 ปี นายเสรี เป็นสุข อายุ 49 ปี
ขณะที่ในช่วงเย็นทางแกนนำผู้จัดงานได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่ามีผู้เสีย ชีวิตจำนวน 1 คนเป็นชายโดยถูกขวานจามหัว ต่อมาจึงแจ้งเพิ่มว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงอีก 1 ราย
อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาทางนายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนได้รับรายงานแล้วว่ามีการปะทะกันของทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งตนจะเรียกดูวิดีโอเทปของผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเก็บภาพ จึงจะสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มใดเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ทั้งนี้เบื้องต้นไม่มีผู้เสียชีวิต
ต่อมาเมื่อเวลา 18.45น. ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินของ รพ.ศูนย์อุดรธานี ได้รับคำตอบว่า จากผู้ที่เข้ารักษาตัวในตอนแรก 10 กว่าคน ตอนนี้บางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแพทย์ได้ปล่อยให้กลับบ้านแล้ว เหลือพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลจำนวน 4 คน โดยหนึ่งคนนั้นอาการหนักต้องดูอาการอยู่ในห้องไอซียู
ด้านแหล่งข่าวแกนนำพันธมิตรอุดรธานี เปิดเผยว่า การที่พันธมิตรฯ อุดร ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บปางตายครั้งนี้ เกิดจากความบกพร่องในการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน เนื่องจากในการประชุมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อพปร.) ของทางจังหวัดเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) ผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดในที่ประชุมทำนองว่า ให้ดูความเรียบร้อยอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าไปห้ามปราม โดยจะปล่อยให้แต่ละฝ่ายเป็นอิสระแล้วแต่ภาวะอารมณ์ของแต่ละคน
สำหรับการปะทะกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มของ นายขวัญชัย เข้าไปรุมทำร้ายพันธมิตรฯ และรื้อเวทีพันธมิตรฯ นั้น มีเสียงออกมาจากกลุ่มตำรวจว่า “พวกมึงเข้าไปเลย ตีให้พอเจ็บแล้วออกมา” โดยมีอาวุธนอกจากมีด และขวานแล้ว ยังมีไม้ยูคาลิปตัสที่รื้อออกมาจากเวทีซึ่งมีตะปูติดอยู่ด้วย ใช่เป็นอาวุธไล่ตีพันธมิตรฯ
หลังจากที่ใช้พฤติกรรมถ่อยทำลายเวทีที่หนองประจักษ์แล้ว นายขวัญชัย ได้ไปที่สถานีวิทยุของตัวเอง แล้วประกาศเรียกร้องให้กลุ่มคนรักอุดรฯ ออกมารวมตัวกันแล้วให้ไปบุกที่โรงแรมนภาลัยต่อ ซึ่งเป็นสถานที่จัดสัมมนาของกลุ่มสมัชชาประชาชน นำโดย นายมงคล คูสกุล ซึ่งเป็นองค์กรแนวร่วมของพันธมิตรฯ โดย นายขวัญชัย ได้ประกาศให้เอาหมามุ่ยไปปล่อยในโรงแรมด้วย
ด้านนายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานีเขต 1 พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ตนประชุมกรรมาธิการที่รัฐสภา จากนั้นช่วงบ่ายนั่งเครื่องบินมาเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยสถานที่จะจัดสัมนา เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเพิ่งทราบว่ามี 2 กลุ่มปะทะกัน ทั้งนี้ในฐานะส.ส.ที่อยู่ในเขตนี้ก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น เท่าที่ทราบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคนเสียชีวิต 1 คน โคม่า 5 คน และบาดเจ็บสาหัสนับ 10 คน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นตนก็รู้สึกเสียใจ และก็ไม่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีนักการเมืองคอย สนับสนุน นายเชิดชัยกล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็มักจะถูกโจมตีทุกครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะมีคนมายั่วยุก่อนหรือไม่ เพราะโดยปกติคนอุดรฯ อยู่อย่างสงบ ไม่ชอบใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว และอยากถามว่าพวกเขามาทำไม อยู่ที่สะพานมัฆวานไม่พอหรือ เหตุใดต้องมาก่อกวนให้คนอุดรธานี ถ้าถามว่าตนสนับสนุนหรือไม่ต้องบอกว่าในฐานะนักการเมืองไม่ทำเด็ดขาด ไม่ต้องการเห็นการปะทะกัน
นายเชิดชัยกล่าวว่า เรามีเวทีให้แสดงความคิดเห็นแล้วเหตุใดกลุ่มพันธมิตรฯ ไมใช้เวทีดังกล่าวในการแสดงความเห็น ทำไมต้องมาที่นี่ ถ้าถามว่าหากมีการมายั่วยุให้เกิดเรื่องขึ้นก่อน ตนก็ต้องเข้าข้างคนอุดรธานี และก็ไม่รู้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการอุดรธานีปล่อยให้เกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ก็ทราบว่าจะมีกลุ่มคนมาเปิดการปราศรัยซึ่งอาจมีการปะทะกันได้ ทำไมไม่ไประมัดระวัง ปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อถามว่าจากการปะทะกันมีคนตายด้วย นายเชิดชัยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมพี่น้องประชาชนต้องเอาความรู้สึกนึกคิด ทิฐิ มาประหัดประหารทางการเมืองจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ทำไมไม่ใช้เวทีทางความคิดมาพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไข แต่เรื่องนี้อยากให้มองที่เหตุว่ามาจากใคร เพราะโดยปกติคนอุดรธานีไม่ชอบใช้ความรุนแรง หากไม่มีคนมก่อกวนยั่วยุก่อน
ถามถึงกระแสข่าวว่านายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์และส.ส.อุดรธานี เป็นคนนำกลุ่มประชาชนมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ นายเชิดชัยหัวเราะก่อนกล่าวว่า อย่าเพิ่งเหมาว่ารัฐมนตรี ส.ส.หรือคนที่มีนามสกุลแสนแก้ว หรือนามสกุลอื่น นามสกุลวิเชียรวรรณก็ได้ จะเป็นคนสั่งการให้ทำอะไร บางทีคนพวกนั้นอาจปกป้องหวงแหนบ้านเขาก็ได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้ดูว่าผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุอะไรต้องถามตรงนี้
ด้านนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี เขต2 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนไม่ได้อยู่ในพื้นที่เลยไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เพิ่งทราบจากข่าวโทรทัศน์เหมือนกันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวที่อุดรธานี้ แต่ดูแล้วก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน อย่างไรก็ดีพื้นที่ของตนนั้นอยู่คนละเขตพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์
ภาพประกอบข่าว
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
ม็อบอุดรเดือดปะทะพันธมิตรน้องรมช.เกษตรนำเอง
พันธมิตรอุดรฯ เจ็บหนัก น้องชาย รมช.เกษตรฯและดีเจดัง “ขวัญชัย ไพรพนา” นำม็อบกว่า 700 คนบุกรุมตี เผารื้อทำลายเวทีพันธมิตร บาดเจ็บนับสิบราย เหยื่อเผยนาทีชีวิตต้องแกล้งตายจึงรอด โวยตร.ยืนดูเฉย ด้าน จ.บุรีรัมย์เดือดไม่แพ้กัน กลุ่มต้านพันธมิตรบุกรื้อเวที-ทำร้าย ตร.โดนรวบ 13 คน “สนธิ” แฉ ตร.ยื่นเงื่อนไขให้ประกันตัวแลกยุติม็อบ
เหตุการณ์ ปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดอุดรธานี กับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 กรกฏาคม ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย
กลุ่มพันธมิตรอุดรฯ ได้เปิดเวทีปราศรัยขึ้นภายในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี ในขณะที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตร ในนาม “ชมรมคนรักอุดร” ได้ใช้สถานีวิทยุชุมชนคลื่นคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.5 เมกกะเฮิร์ต ปลุกระดมตั้งแต่ช่วงเช้า นัดหมายรวมตัวที่สนามทุ่งศรีเมือง ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี พร้อมกับประกาศให้ตำรวจรู้ล่วงหน้าว่า จะบุกเวทีพันธมิตรเวลา 15.00 น.
กระทั่ง เวลา 15.30 น.กลุ่มชมรมคนรักอุดร นำโดยนายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา ดีเจชื่อดังในจังหวัดอุดรธานี ในฐานะประธานชมรมคนรักอุดร ได้ใช้รถกระบะติดเครื่องขยายเสียง นำกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 700 คน เดินเท้าจากเวทีสนามทุ่งศรีเมือง มายังเวทีของกลุ่มพันธมิตร โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร 200 นาย กำลังตำรวจตระเวนชายแดน 150 นาย และเจ้าหน้าที่ อส.กว่า 100 นาย พยายามปิดกั้นไม่ให้เข้าไปภายในพื้นที่จัดกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตร ทำให้กลุ่มชมรมคนรักอุดรไม่พอใจที่ถูกสกัด จึงใช้หนังสติ๊กที่เตรียมมา ยิงข้ามไปยังฝั่งพันธมิตร
อย่างไรก็ตามได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ กลุ่มชมรมคนรักอุดร ใช้กำลังฝ่าแนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการปลุกเร้าผ่านเครื่องขยายเสียง โดยเฉพาะนายอุทัย ตลอดเวลา โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีแนวรับด้าน อส. จำนวน 100 นาย ที่อยู่บนคันดินหนองประจักษ์ก็แตกออก จากนั้นกลุ่มชมรมคนรักอุดรทั้งหมด ซึ่งถืออาวุธเป็น มีด ไม้ ด้ามธง ท่อนเหล็ก หนังสติ๊ก และขวาน ได้กรูกันเข้าไปพังประตูเข้าไปยังเวทีพันธมิตรอย่างบ้าคลั่ง เข้าไปทำร้ายกลุ่มพันธมิตร ทำให้บางคนศรีษะแตก นิ้วมือและแขนหัก ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย
การปะทะกันดังกล่าวทำให้กลุ่มพันธมิตร แตกกระเจิงหนีตายไปออกไปยังสะพานด้านหลังจวนผู้ว่าฯอุดรธานี ส่วนที่หนีไปไม่ได้เมื่อถูกตีล้มลง ก็ยังถูกรุมตีซ้ำด้วยไม้อย่างไม่ยั้งมือ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทำได้เพียงยืนมองเท่านั้น และเมื่อมีการเรียกรถพยาบาลมารับผู้บาดเจ็บ โดยขณะนำคนเจ็บขึ้นรถฉุกเฉิน ปรากฏว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้บุกทุกรถพยาบาลจนกระจกแตก จากนั้นได้ตรงเข้ารื้อและเผาเวที เต้นท์ อุปกรณ์ทุกอย่าง รวมทั้งจอโปรเจคเตอร์ของพันธมิตรออกมาทำลายจนพอใจจึงสลายตัวกลับ
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี มีผู้บาดเจ็บจากกลุ่มพันธมิตร 13 คน ถูกส่งตัวมารับการรักษา ประกอบด้วยนายแก้ว จันทิชู อายุ 59 ปี อพปร.หนองไฮ , นายชนะศักดิ์ ผ่องเทิดทิ่ง อายุ 54 ปี , นายจวง ขาเกตุศรี อายุ 46 ปี , นางธนัยนันต์ จรัสกีล้วน อายุ 30 ปี , นายสมพร รักดาดาษ อายุ 23 ปี , ด.ต.เฉลิมวุธ ประวิเศษ อายุ 61 ปี , น.ส.สุจิรา มีชั้นช่วง อายุ 43 ปี , นายรัตนชัย ทองสุก อายุ 22 ปี , นายรังษี ศุภชัยสาคร อายุ 61 ปี , นายพงษ์เทพ แก้วใส อายุ 25 ปี , นายโกวิท เรี่ยวแรงไกสร อายุ 63 ปี , นายพาเลิศ อินบัวสี อายุ 52 ปี , นายเสรี เป็นสุข อายุ 49 ปี
ด้านนายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วว่า มีการปะทะกันของทั้ง 2 กลุ่มแต่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีแค่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งตนจะเรียกดูวิดีโอเทปของผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเก็บภาพ จึงจะสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มใดเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ จากนั้นจึงจะดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตามเว็บไซด์ผู้จัดการ ได้รายงานว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มชมรมคนรักอุดร มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย โดยถูกขวานจาม และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับสิบคน
เผยต้องแกล้งตายถึงรอดชีวิต
และจากกระแสข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 1 รายนั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวพบว่า เป็นการแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอดจากนาทีวิกฤติเท่านั้น
นางธันยนันท์ จรัลจิรวงศ์ อายุ 31 ปี การ์ดที่ถูกรุมตีคนแรกและแกล้งตาย กล่าวว่า ขณะที่เข้าร่วมเป็นการ์ดดูแลความปลอดภัยในเวทีพันธมิตร โดยได้ยืนเป็นแนวป้องกัน ซึ่งมีตำรวจยืนเป็นแนวหน้าห่างจากแนวการ์ดประมาณ 1 เมตร เมื่อตำรวจไม่สามารถห้ามกลุ่มชมรมคนรักอุดรเข้ามาทำลายได้ ทำให้แนวการ์ดของพันธมิตร ต้องตั้งแนวป้องกันจนเป็นเหตุให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น และตนเป็นคนแรกที่ถูกชายฉกรรจ์ เดินถอดเสื้อ ถือไม้ตรงดิ่งเข้ามาตีที่ศีรษะ แต่ถูกหมวกกันน็อก ตนได้ใช้ไม้เสาธงตีสวนกลับไป แต่ไม่สามารถต้านเอาไว้ได้ เพราะกลุ่มชมรมคนรักอุดรมีจำนวนมาก และเป็นวัยรุ่นที่มีอาการเมาสุรา ใช้อาวุธทำร้ายตนอย่างบ้าคลั่ง จนหมวกกันน็อกหลุดออกจากศีรษะ และถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้น จากนั้นก็ถูกรุมตีทั้งไม้ และเท้า จนต้องแกล้งทำเป็นเสียชีวิต ต่อมาได้ยินเสียงคนที่รุมตีว่า “มันตายแล้วถอย” จากนั้นก็มีคนนำตัวมาส่งที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี
โดยหลังจากที่แพทย์ได้ปฐมพยาบาล และเย็บบาดแผลที่ศีรษะ ทั้ง 2 แผล เย็บแผลละ 5-6 เข็ม มีเลือดออกมาจนแพทย์ใช้ผ้าพันแผลอุดเลือดไว้ พร้อมกับให้ยาทาแผล และยาแก้ปวด จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้
“ขณะนี้เกิดการปะทะกันขึ้น ไม่คิดเลยว่านักการเมืองใน จ.อุดรธานี จะพามวลชนเข้ามาทำร้ายคนอุดรด้วยกันเอง ทั้งที่การชุมนุมของพันธมิตร ก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร และเป็นการชุมนุมที่สันติ อหิงสา แต่กลุ่มที่มาก่อกวนซึ่งมีอาการเมาสุรา พกพาอาวุธ บุกเข้ามาทำลายเหมือนกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน แม้แต่ดิฉันที่เป็นผู้หญิง ก็ยังถูกรุมทำร้าย รุมตีทั้งที่ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้ว จนต้องแกล้งตายไม่เช่นนั้นคงจะตายจริงๆ ” นางธันยนันท์ กล่าว
ส่วนเรื่องการดำเนินการตามกฏหมายนั้น นางธันยนันท์ กล่าวว่าจะเข้าร่วมประชุมกับแกนนำพันธมิตรอุดรธานี เพื่อรวบรวมภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ เพื่อเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี และตนจำหน้าคนที่ทำร้ายร่างกายได้ หากมีภาพชัดเจน ก็จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด
โวยตร.ยืนดูเฉย
นายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ แกนนำเครือข่ายพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตยอุดรธานี กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุตนได้หลบออกมาจากที่เกิดเหตุ เพื่อหลบไปอยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งไม่สามารถบอกได้ แต่หลังจากนี้จะเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฏหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้จากการประเมินเหตุการณ์ดูแล้ว พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ปล่อยให้กลุ่มต่อต้านเข้ามาอย่างง่ายดาย เหมือนกับว่ากำลังตำรวจที่เข้ามารักษาความปลอดภัยเพื่อต้องการสร้างภาพเท่า นั้น ซึ่งในวันที่ 25 ก.ค.นี้จะรวบรวมหลักฐานและเดินหน้าเอาผิดกลุ่มที่ก่อเหตุต่อไป
“ในเบื้องต้นพวกเราไม่ไว้ใจในเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคงไม่ดำเนินการผ่านตำรวจ เพราะกลัวว่าเรื่องจะช้าไม่ทันการ จึงได้เตรียมการหาทนายฟ้องร้องเอาผิดเอง ขณะนี้เบื้องต้นทราบมามีพี่น้องพันธมิตรมีอาการบาดเจ็บสาหัสกว่า 10 คน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางเครือข่ายจะแจ้งแนวทางการเคลื่อนไหวอีกครั้ง”นายเจริญ กล่าว
ด้านแกนนำพันธมิตรอุดรธานี รายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมที่ผ่านมา ทางจังหวัดก็ได้เรียกประชุม อปพร.และตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ อุดรธานี และตัวแทนกลุ่มชมรมคนรักอุดร โดยทางจังหวัดก็ไม่ได้ห้ามการชุมนุม ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการพูดคุยกับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงนักการเมือง ว่าการชุมนุมในครั้งนี้ ต่างคนต่างชุมนุม และจะมีการชุมนุมอย่างสันติ แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุสลดขึ้นในที่สุด”
เครือข่ายพันธมิตรอัดป่าเถื่อน
นายประกาศิต รูปสูง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ ตนมองว่าเป็นความป่าเถื่อน ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ไม่เคารพต่อระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดให้ประชาชนสามารถชุมนุมเรียกร้องโดยสันติได้ ซึ่งพฤติกรรมในครั้งนี้ ทางเครือข่ายขอประณามพฤติกรรมที่ขนมวลชนมาปะทะกันจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับ บาดเจ็บ และเสียชีวิต รวมทั้งตำรวจ ที่ปล่อยให้มีเหตุการรุนแรงเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน จะมีการประชุมร่วมกับแกนนำพันธมิตรอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุให้ถึงที่สุด
บุรีรัมย์เดือดกลุ่มต้านตีตร.โดนรวบ13คน
ขณะเดียวกันที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เกิดเหตุกลุ่มต่อต้านพันธมิตรหลายร้อยคน ถือป้ายประท้วงขับไล่ พร้อมขู่บังคับให้กลุ่มพิทักษ์เมืองบุรีรัมย์ และเครือข่ายพันธมิตร รื้อเวทีปราศรัยที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟภายในครึ่งชั่วโมง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย
จากนั้นกลุ่มผู้ต่อต้านพันธมิตร ได้ใช้ก้อนหิน และท่อนเหล็กบรรจุปูน ทุบตีทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บหลายนาย แล้วฝ่าแนวกั้นกรูเข้าไปทุบทำลายลำโพง และรื้อเวที ท่ามกลางสายตาประชาชนที่ยืนอยู่บริเวณชานชราสถานีรถไฟ ที่มารอฟังการปราศรัยร่วม 1,000 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงจะเกิดเหตุรุนแรงบานปลาย จึงตัดสินใจเข้าสลาย พร้อมจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ 13 คน นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มผู้ที่มาเปิดเวทีปราศรัย ซึ่งมีนายโสภณ เพชรสว่าง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นแกนนำ ต่างพากันหลบหนีกระเจิง เพราะเกรงจะได้รับอันตราย
“สมัคร”ยัวะถูกพันธมิตรด่าหยาบ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งของการให้โอวาทกับนักกีฬาโอลิมปิก ที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน ว่าตนมาทำงานได้ประมาณ 6 เดือน มีโอกาสได้ต้อนรับนักกีฬาครั้งนี้ ก็หวังใจว่าจะอยู่จนถึงการต้อนรับกลับ
“ผมตั้งใจทำงานให้กับบ้านเมือง แต่แหม ! เมื่อกลางวันฟังเขาด่าแสบไส้ พอประกันออกมาแล้วด่าน่ากลัวจริงๆ ด่าว่าผมคือไอ้สัตว์นรกที่อยู่ในทำเนียบฯ จะต้องเอาไอ้สัตว์นรกในทำเนียบออกจากทำเนียบฯให้ได้ ตอนนี้นับ 1 แล้ว โกรธมากเพราะตำรวจไปตั้งข้อหารุนแรงน่ากลัว ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่ธรรมดา เพราะดูคนพูดแล้วน่ากลัวกว่า หน้าแดงเผือกเลย ผมกลัวเส้นโลหิตเขาจะแตก เค้นทุกอย่างเค้นอะไรที่จะด่าได้ ผมก็ฟังได้ก็เอามาเล่าให้ ก็อย่าวิตก ทางนี้ผมจะดูแลเองเรื่องความเรียบร้อยที่บรรดานักกีฬาไม่อยู่ผมจะดูแลให้ เรียบร้อย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
“ชลิต”แฉอีสานปลุกม็อบชนพันธมิตร
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงความแตกแยกของคนในชาติ ที่อาจจะทำให้เกิดแนวทางจะกลับไปเหมือนในอดีตว่า ก็คงจะเป็นอย่างนั้น
” ความแตกแยกตรงนี้มันยังมีอยู่ แม้กระทั่งวันนี้ได้ข่าวว่าจะมีการปลุกคนในแถวอีสานเหนือ อีสานใต้ จะมีการเกณฑ์คนออกมาต่อต้านก็มี ทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ อุดรธานี เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของประชาชน โดยทั่วไปทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็นสนับสนุน หรือต่อต้านรัฐบาลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากเกิดการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม คิดว่าทุกปัญหามีวิธีแก้ไข ” ผบ.ทอ.กล่าว
เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรกลุ่มผู้ชุมนุมสองกลุ่มหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า การเมืองเป็นการโต้แย้งและถกเพียงแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นผู้ดี เป็นผู้มีความรู้ และเป็นผู้มีคุณธรรม ต้องถกเถียงอย่างสร้างสรรค์แต่ไม่ใช่ใช้กำลัง เพราะฉะนั้นการใช้คำพูดควรต้องระมัดระวังเมื่อเรามีอารมณ์ก็ไปปล่อยออกมา เกินไป
เมื่อถามว่า ได้ฟังคำพูด ดาร์ตอปิโด หรือยัง พล.อ.อ.ชลิต หยุดนิ่งสักพักก่อนถามผู้สื่อข่าวว่า “น้องได้ฟังหรือยัง ก็มีความรู้สึกเหมือนกัน”
“สนธิ” ได้ประกันตัวแล้ว
นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางเข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตามหมายจับของศาลอาญาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม ท่ามกลางประชาชนที่รวมตัวมาชุมนุมให้กำลังใจนับหมื่นคน
เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ขบวนของพันธมิตรนำโดยนายสนธิ ได้เคลื่อนออกจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยนำรถหกล้อดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ นำขบวน โดยมีทีมงานโฆษกพันธมิตร อาทิ นายอมร อมรรัตนานนท์ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นางสาวอัญชลี ไพรีรัก ฯลฯ คอยประกาศทางเครื่องขยายเสียงเพื่อทำความเข้าใจต่อผู้ชุมนุมเกี่ยวกับขั้น ตอนการเคลื่อนขบวน โดยมีประชาชนมารออยู่แล้วกว่าหมื่นคนเต็มพื้นที่ถนนราชดำเนินนอก จากสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ส่งผลให้การจราจรโดยรอบติดขัดอย่างหนัก จนต้องปิดการจราจรบริเวณถนนศรีอยุธยา
ขณะเดียวกัน พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองทัพไทย ได้แต่งเครื่องแบบทหารมาร่วมชุมนุมด้วย โดยบอกว่ามาให้กำลังใจและมาเป็นพยานให้แก่นายสนธิ
ต่อมาเวลา 09.20 น. นายสนธิเข้าไปรายงานตัวในกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวน ร่วมกันสอบปากคำ ซึ่งนายสนธิให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมให้ทนายความส่วนตัวยื่นเรื่องขอประกันตัว โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ใช้หลักทรัพย์ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ขอประกันตัวออกไป
จากนั้นพนักงานสอบสวนนำนายสนธิไปพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำ วันไว้และปล่อยตัวชั่วคราวในที่สุด ท่ามกลางความปลาบปลื้มดีใจของกลุ่มพันธมิตรที่ต่างปรบมือโห่ร้องกันอย่างกึก ก้อง หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล
เมื่อเวลา 11.48 น. นายสนธิลงมาจากห้องสอบสวน และขึ้นปราศรัยบนเวทีชั่วคราวประกาศชัยชนะครั้งนี้ และบอกว่าการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด ขอให้ทุกคนกลับไปรวมตัวที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยตนจะขึ้นเวทีชี้แจงรายละเอียดที่นั่น
กระทั่งเวลา 13.00 น. นายสนธิขึ้นเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานฯ อีกครั้ง ว่า วัตถุประสงค์ที่เขาต้องการกำจัดตน เพราะคิดว่าถ้าไม่มีตนแล้วขบวนการมันจบสิ้น ซึ่งถือว่าพวกเขาโง่เหลือเกิน ตนสู้มาตั้งแต่ปี 2548 และไม่ว่าจะปราศรัยบนเวทีไหนก็ยืนหยัดอยู่ 3 เรื่อง คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
แฉถูกต่อรองให้ประกันแลกยุติชุมนุม
นายสนธิกล่าวว่า เมื่อคืนมีกระบวนการต่อรองเยอะมาก มีการต่อรองว่า ถ้าให้ประกันตัว ต้องให้ตนเลิกประท้วง บางคนหวังดีแต่ประสงค์ร้าย มาบอกว่า ยังไงก็ไม่ให้ประกันตัว ยังไงก็ติดคุก ให้รีบหนีไปเสีย มีการโยนกลองกันระหว่างผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับนครบาลให้รับผิด ชอบกันเองเรื่องการให้ประกันตัว ตนรำคาญจึงดึงไมโครโฟนมาถามว่า บอกมาตรงๆ ว่าจะให้ประกันหรือไม่ ถ้าให้ ก็รีบให้ ถ้าไม่ให้ก็ไม่ต้องให้ สำหรับตนแล้ว คุกตะรางเรื่องเล็ก ถ้าตนติดคุกแล้วมีการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองนี้ อย่าว่าแต่ติดคุกเลย ชีวิตก็ให้ได้ ถ้าตนติดคุก หรือตายแล้วขบวนการทำลายพระมหากษัตริย์ หรือขบวนการคอรัปชั่นออกไปจากประเทศไทย ตายอีก 10 ครั้งก็นับว่าคุ้ม
ตร.ชี้ให้ประกันเพราะคดีต่างจาก “ดา”
ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. แถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำนายสนธิว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายสนธิในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสร็จสิ้นแล้ว และได้มอบให้ พล.ต.ต.วัจนนท์ ถิระวัฒน์ รอง ผบช.น. ดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งการสอบสวนได้ดำเนินตามขั้นตอน และนายสนธิได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน
ผบช.น.กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาตำแหน่งของผู้ประกันและหลักฐานอื่นๆ ประกอบแล้ว เห็นว่าสามารถให้ประกันได้ เนื่องจากมีตำแหน่งที่น่าเชื่อถือ หากผิดสัญญาที่ยื่นประกันตัวไว้ ต้องชดใช้ 3 แสนบาท ซึ่งเมื่อครั้งที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มามอบตัวที่ สน.นางเลิ้ง พนักงานสอบสวนก็พิจารณาดูแล้วเห็นว่าไม่น่าจะหลบหนีและมีที่อยู่เป็นหลัก แหล่งจึงให้ประกันตัว ทั้งสองกรณีให้ประกันตัวเพราะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีตำแหน่งค้ำประกันมั่นคง
“นายสนธิได้เข้ามอบตัวเพราะทราบข่าวจากสื่อว่าถูกออกหมายจับ ซึ่งได้ให้ทนายยื่นประกันตัวเองได้ จึงพิจารณาให้ประกันตัวได้ ส่วนกรณีของ น.ส.ดารณี เชิงชาญศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ไม่ยอมมอบตัว ตำรวจต้องตามไปจับกุมตามหมายจับ อีกทั้งสอบปากคำเสร็จก็ไม่ได้ยื่นประกันตัว ตำรวจจึงต้องนำตัวไปฝากขังและค้านการประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีพฤติการณ์หลบหนี ที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดว่าไม่ให้ประกันตัว เพียงแต่บอกว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่ได้ระบุว่า มาตรฐานเดียวกับใคร“ ผบช.น.กล่าว
อาจารย์จุฬาฯ ยื่นอุทธรณ์ประกันตัว”ดา”
วันเดียวกันนี้ ที่แผนกอุทธรณ์-ฎีกา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มายื่นคำร้องอุทธรณ์ขอประกันตัว น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล สมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
นายสุธาชัยกล่าวว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์ขอประกันตัว ตนยังคงใช้ตำแหน่งข้าราชการระดับ 8 อัตราเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท ซึ่งมูลค่าประกัน 10 เท่า เป็นเงิน 2.5 แสนบาท เป็นหลักทรัพย์ที่ใช้ยื่น โดยคำร้องอุทธรณ์ได้ยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่คิดหลบหนี อีกทั้งคดีหมิ่นเบื้องสูง ส่วนตัวคิดว่าเป็นคดีทางการเมืองและผู้ต้องหาถือเป็นเหยื่อทางการเมือง ซึ่งศาลไม่จำเป็นต้องกักขังเอาไว้ระหว่างพิจารณาคดี อย่างไรก็ดี หากศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตนก็พร้อมที่จะยื่นขอความเป็นธรรมต่อฎีกาต่อไป
เจ้าหน้าที่ศาลอาญาได้รับคำร้องอุทธรณ์ดังกล่าวไว้ และจะแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้นายประกันทราบว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้อง หาหรือไม่ภายใน 7 วัน
เด็กเนวินชี้ให้ประกันสนธิทำลายก.ม.
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจอนุญาตให้ประกันตัว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายถูกทำลายลงหมดแล้ว และยังทำให้มองเห็นว่า บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อมีแป อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำงานได้
“เรื่องนี้ทำให้วิตกกังวลว่าต่อไปหากใครถูกตำรวจจับกุม ก็เอาญาติพี่น้องพรรคพวกมาบีบให้ตำรวจปล่อยตัว ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเกิดลัทธิเอาอย่าง เลียนแบบกลุ่มพันธมิตรที่พยายามให้ประชาชน กระด้างกระเดื่องไม่เชื่อฟังกฎหมายอีกต่อไป” นายศุภชัยกล่าว
รองโฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าวอีกว่า การปล่อยตัวครั้งนี้ มี ส.ว.ใช้ตำแหน่งไปค้ำประกันด้วย ชี้ให้เห็นว่า ส.ว.คนนี้ กำลังลากเอาสถาบันวุฒิสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ไปแปดเปื้อนกับคนกลุ่มที่ไม่เคารพกติกา กฎหมายและต่อต้านกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะคนที่ถูกกล่าวหาคนเดียว จึงอยากถามว่า ส.ว.คนนี้เคยคิดที่จะเอาตำแหน่งไปช่วยชาวบ้าน หรือคนยากจน ที่ถูกจับกุมเพราะไปลักทรัพย์บ้างหรือไม่ คิดว่าคงไม่มีอย่างแน่นอน ในกรณีนี้พอเข้าใจได้ว่า ส.ว.คนนี้กับนายสนธิก็แทบจะเสมือนคนคนเดียวกัน
พปช.ขู่ร้องศาลถอนประกัน”สนธิ”
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่นายสนธิได้รับการประกันตัวว่า สัปดาห์หน้า ตนและคณะทำงานด้านกฎหมายจะไปร้องต่อศาลอาญา เพื่อให้ถอนคำอนุญาตปล่อยตัวนายสนธิชั่วคราว และจะไปร้องเรื่องเดียวกันที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายด้วย
นายประชาบอกอีกว่า ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ประชาชนจำนวนมากจะมาร่วมชุมนุมและฟังการปราศรัยของกลุ่มตน ที่ท้องสนามหลวง ส่วนการชุมนุมร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) วันที่ 2 สิงหาคม เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คาดว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมกว่าแสนคน
ที่มา : คมชัดลึก











