สกู๊ป-คำพิพากษาประวัติศาตร์จำคุก’อ้อ-พี่เมียแม้ว’3ปี

สิงหาคม 1, 2008 at 2:13 pm (การเมือง) (, , )

หมายเหตุ ‘มติชนออนไลน์’-ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ให้จำคุกนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ 1 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ 2 คนละ 3 ปี และจำคุก นางกาญจนาภา หงษ์เหิน หรือหงส์เหิน ที่ 3 จำนวน 2 ปีในข้อหา ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร(การโอนหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด(มหาชน)หรือชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนภาษีที่ต้องเสีย(รวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม) จำนวน 546 ล้านบาท)

อนึ่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว(อีก 3 วันจะครบ 7 ปีพอดี) ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในคดีจงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอัน เป็นเท็จหรือซุกหุ้นภาค 1 ด้วยเสียง 8 ต่อ 7 ท่ามเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางของนักวิชาการทางด้านกฎหมาย

แต่วันนี้จากชัยชนะเมื่อ 7 ปีก่อน กลายเป็นเค้าลางแห่งความพ่ายแพ้ เป็นการพิสูจน์ว่า เงินและอำนาจ กับพฤติกรรมในการซุกหุ้นอะไรคือสัจจธรรม

———————————————–

Oข้อหาตามคำฟ้องของอัยการแบ่งออกเป็น 2 ข้อหา

ข้อหาที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยใช้อุบายว่า จำเลยที่ 2(คุณหญิงพจมาน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ฯหรือบริษัท ชิน คอร์ป สั่งขายหุ้นบริษัทดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อของนางสาวดวงตา วงศ์ภักดี หรือนางดวงตา ประมูลเรือง เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียนถือการครอบครองแทนรวมมูลค่าหุ้น 738,000,000 บาท ให้กับจำเลยที่ 1 (นายบรรณพจน์)ซึ่งเป็นญาติของจำเลยที่ 2

โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าได้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่าน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมูลค่าหลักทรัพย์ที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ใน ตลาดหลักทรัพย์มารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อประเมินเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา

ความจริงแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขายหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เป็นการโอนหุ้นให้กับจำเลยที่ 1  เป็นการอำพรางการให้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้รับการให้จะต้องนำมูลค่าหลักทรัพย์ ประมาณ 738,000,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี ประจำปี 2540 เป็นเงินจำนวน 273,060,000 บาท

ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2540 โดยมิได้นำค่าหุ้นดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นการร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย หรือวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน เป็นเหตุให้รัฐเสียหายขายรายได้

ข้อหาที่ 2 ต่อมาวันที่ 18 พ.ค. 2544 ถึงวันที่ 30 ส.ค. 2544 จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยรู้อยู่แล้ว จงใจได้บังอาจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน

โดยจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำและตอบคำถามว่า การซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 เป็นกรณีจำเลยที่ 2 ยกหุ้นให้ โดยโอนหุ้นให้บุคคลอื่นถือแทนในตลาดหลักทรัพย์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินซื้อ และให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่า เป็นพี่บุญธรรมของจำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือกิจการของจำเลยที่ 2 จนมีความเจริญก้าวหน้า จำเลยที่ 2 ได้มอบของขวัญให้แก่ครอบครัวและบุตรชายของจำเลยที่ 1 เป็นหุ้น จำนวน 4.5 ล้านหุ้นดังกล่าว โดยไม่มีค่าตอบแทนจึงเข้าใจโดยสุจริตว่า เป็นการให้โดยเสน่หา ตามธรรมเนียมประเพณีและธรรมจรรยาของสังคมไทย ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร

ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำ ตอบถ้อยคำมีสาระสำคัญว่าตนตั้งใจที่จะมอบหุ้นให้จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่งในวันแต่งงาน แต่มอบให้ไม่ทันเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมเข้าทำงานในทางการเมือง เมื่อจัดการเรื่องบริหารงานเสร็จสิ้นจึงได้ยกหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้นเป็นของขวัญให้แก่ครอบครัวและบุตรชายจำเลยที่ 1 โดยหุ้นที่โอนให้เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งนางดวงตา วงศ์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นแทนและอยู่ในพอร์ทที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว

จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ให้ถ้อยคำ ตอบถ้อยคำนั้นเป็นเท็จ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้พนักงานสรรพากรเชื่อว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจาก การให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งได้รับ การยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ความจริงแล้วเป็นการให้เพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้ครอบครัวของจำเลยที่ 2 แต่ทำอุบายอำพรางว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเพื่อจะหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงหรือ พยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ และโดยการฉ้อโกงโดยอุบายของจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้รัฐเสียหายต้องขาดรายต้องขาดรายได้อันควรได้เป็นเงินภาษีอากร จำนวน 273,060,000 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 273,060,000 บาท รวมเป็นเงิน 546,120,000 บาท

Oข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์และจำเลย

พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบมาโดยตลอดแล้วข้อเท็จ จริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมของบิดาจำเลยที่ 2  จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ส่วน จำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 มีหุ้นในบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอOซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 ให้นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี เป็นผู้มีชื่อถือครองแทนจำนวนหนึ่ง

จำเลยที่ 2 มีเจตนาจะยกหุ้นของจำเลยที่ 2 ในบริษัทดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 จำนวน 4,500,000 หุ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีคำสั่งให้ บริษัท หลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ดำเนินการซื้อขายหุ้นดังกล่าวให้แก่กัน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 4,500,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 164 บาท รวมเป็นเงิน 738,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาแทนจำเลยที่ 1

โดยจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์  สำนักรัชโยธิน ชำระราคาค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวผ่านบริษัท หลักทรัพย์ภัทร และเมื่อบริษัท หลักทรัพย์ภัทร หักค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมเฉพาะชำระราคาค่าหุ้นให้แก่นางสาวดวงตาผู้มีชื่อทาง ทะเบียนนั้น และเช็คดังกล่าวก็ถูกนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารเดิม ทั้งนี้ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายทุกขั้นตอนแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางสาว ดวงตา

ต่อมาในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีอากรปีภาษี 2540 ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้นำมูลค่าหุ้นที่ได้รับยกให้จำนวน 738,000,000 บาทดังกล่าว ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำค่าหุ้นจำนวน 734,310,000 บาท ที่ได้รับจากบริษัท หลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และเป็นเงินได้พึงประเมินไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)

หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของพันตำรวจ โททักษิณ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป.ป.ช.

ในการนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการป.ป.ช. ว่าหุ้นจำนวน 4,500,000 หุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 แบ่งให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ซื้อแต่อย่างใด

ต่อมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยว่า พันตำรวจโททักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอัน เป็นเท็จ กรมสรรพากรจึงมีหนังสือเขอข้อมูลเรื่องนี้จากคณะกรรมการป.ป.ช. ไปประกอบการพิจารณาจัดเก็บภาษีจากบุคคลดังกล่าวให้ถูกต้อง

ในการนี้ จำเลยที่ 1 เข้าให้การต่อนาย ช. นันท์ เพ็ชญ์ไพศิษฐ์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 9 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ว่า ความจริงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ยกหุ้นดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 และในวันที่ 16 และ 30 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ได้ให้การต่อนางเบญจา หลุยเจริญ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 9 มีสาระสำคัญทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 มีครอบครัวและมีฐานะที่มั่นคงทัดเทียมกับพี่น้อง จึงสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 แต่งงานกับจะให้หุ้นคดีนี้เป็นของขวัญ

แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พันตำรวจโททักษิณเข้าทำงานทางการเมือง จำเป็นต้องจัดการเรื่องการบริหารให้เสร็จเสียก่อน จึงมาให้หุ้นดังกล่าวภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 มีบุตรและบุตรมีอายุจะครบ 1 ปี เป็นการให้เป็นของขวัญแก่ครอบครัวและบุตรของจำเลยที่ 1

ในที่สุดกรมสรรพากรพิจารณาแล้วสรุปว่า การรับโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 4,500,000 หุ้นมูลค่า 738,000,000 บาท เป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวนเพื่อเสียภาษี เงินได้ ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎรกร แล้วให้ยุติเรื่อง

ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้ว ได้มีประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบหรือคตส. มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบรวมทั้งการหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการโอนหุ้นดังกล่าวแล้วเห็นว่า หุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ มิใช่การให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จึงแจ้งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้จากจำเลยที่ 1 และเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 546,120,000 บาท

ส่วนคดีอาญาคณะกรรมการตรวจสอบมีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการ ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โดยถือเอาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ตามประกาศค คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 9 วรรคสอง

Oปัญหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำโดย ความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือไม่

เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้น จำเลยที่ 2 เจตนาจะยกหุ้นของจำเลยที่ 2 ในบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯที่มีชื่อนางสาวดวงตา วงศ์ภักดี เป็นผู้ถือครองแทน จำนวน 4,500,000 หุ้นมูลค่า 738,000,000 บาทตาม แต่ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาค่าหุ้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 และในที่สุดเงินค่าหุ้นจำนวนนั้นก็กลับไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางสาวดวงตาโดยตลอด นั้น

ในเบื้องต้น แม้การให้ผู้อื่นเป็นผู้ถือครองหุ้นแทนในตลาดหลักทรัพย์จะกระทำได้และเจ้า ของหุ้นที่แท้จริงสามารถขายหุ้นนั้นได้เองด้วยก็ตาม แต่คดีนี้ เห็นได้ชัดแจ้งว่า พฤติการณ์การซื้อขายหุ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมิได้ซื้อขายกันจริง แต่เป็นการกระทำโดยลวงเพื่ออำพรางการให้ตามเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการกระทำโดยความเท็จ

Oปัญหาว่าการกระทำโดยความเท็จนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่

เห็นว่า การซื้อขายหุ้นตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นการกระทำโดยความเท็จดังวินิจฉัยได้กระทำในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ขายได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมูลหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงิน ได้ประจำปีภาษี 2540 ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติ

ส่วนมูลค่าหุ้นจำนวน 738,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้จากจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับว่า เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร เพียงแต่โต้แย้งกันว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำ ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้หรือไม่เท่านั้น

แต่โจทก์นำสืบว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการให้ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) และมิได้เป็นเงินได้ประเภทหนึ่งประเภทใดตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องนำมูลค่าหุ้นจำนวนที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี ภาษี 2540 และด้วยเหตุนี้ จำเลยทั้งสามจึงได้อำพรางการให้ที่เป็นเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 ด้วยการทำเป็นซื้อขายอันเป็นความเท็จแทน เป็นอุบายเพื่อจะไม่มีภาระภาษีจากการซื้อและขาย ทั้งไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับจากการให้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ดังกล่าวอีกด้วย จึงเป็นการร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากร

ส่วนจำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 รับให้มานั้นเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) และเป็นเงินได้ประเภทที่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42(10) แห่งประมวลรัษฎากร

กล่าวคือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จำเลยที่ 1 ไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2540 จึงไม่เป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร

Oกรณีจึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่จำเลยที่ 1 ผู้รับการให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2540 หรือไม่ เพราะหากได้รับยกเว้นเช่นเดียวกับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่อีกต่อ ไป

ปัญหานี้ แม้ในเบื้องต้นโจทก์และจำเลยทั้งสามจะโต้แย้งกันว่า มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาตามฟ้องถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(2) หรือมาตรา 40( 8 ) ก็ตาม

แต่เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์บรรยายในตอนท้ายของฟ้องข้อ 2 ก.ว่า “…จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2540 พร้อมนางบุษบา ดามาพงษ์ ภรรยา ต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรว่า ในปีภาษี 2540 จำเลยที่ 1 มีเงินได้จากการจ้างแรงงานและจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำ งานและมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผล เครดิตเงินปันผล รวมเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษีเพียง 23,318,411.53 บาท อัตราภาษีร้อยละ 37 รวมเงินภาษีเงินได้ที่ต้องชำระเป็นเงิน 8,129,812.27 บาท โดยมิได้นำค่าหุ้นดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินหรือเงินได้จำนวน 738,000,000 บาทมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดา…” อันเป็นการกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ไม่นำมูลค่าหุ้นที่ได้รับให้ไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ที่กฎหมายถือว่าเป็นเงินได้ของจำเลยที่ 1 และที่เป็นเงินได้ของภรรยา เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรเท่านั้น

คำฟ้องมิได้ระบุว่าเป็นภาษีอากรจากเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 ประเภทหรือวงเล็บใด ดังนั้น แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบว่า การรับให้ เป็นเงินได้พึงประเมินต่างประเภทกัน ก็เป็นการแตกต่างของความเห็นในประเภทของเงินได้พึงประเมินที่จำต้องพิจารณา ในชั้นจัดเก็บภาษี ทั้งผลของการแตกต่างที่มีตามกฎหมายก็มิได้ผลต่อการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้

เพราะไม่ว่า จะเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด ก็ยังคงเป็นเงินได้อันพึงต้องเสียภาษีตาม มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกัน ในชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งนี้

Oคงมีปัญหาว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการให้มิได้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำ ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้หรือไม่

โจทก์มีนายกล้านรงค์ จันทิก  (กรรมการ  คตส. )มาเบิกความยืนยันว่า ขณะพยานเป็นเลขาธิการคณะ ป.ป.ช. พยานได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ยื่นไว้ต่อสำนักงาน ป.ป.ช. พยานกับคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้ร่วมกันสอบปากคำจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือและร่วมดำเนินธุรกิจของพันตำรวจโททักษิณกับจำเลยที่ 2 มาตลอดตั้งแต่ต้น รวมทั้งเป็นผู้กู้และผู้ค้ำประกันให้ด้วย โดยมีบันทึกคำให้การของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ให้การ มาเป็นหลักฐานสนับสนุน เอกสารดังกล่าวมีสาระสำคัญสอดคล้องกับคำเบิกความของพยาน

เห็นว่า พันตำรวจโททักษิณ ถูกตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 295 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งอาจมีผลทำให้พ้นตำรวจโททักษิณต้องพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปี จึงเป็นเรื่องสำคัญ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพันตำรวจโททักษิณอย่างมาก ย่อมต้องเตรียมการและระมัดระวังในเรื่องที่จะให้การ ทั้งเป็นการให้การในครั้งแรกๆ ขณะที่ยังมิได้มีปัญหาการตรวจสอบเรื่องภาระภาษีและดำเนินคดีนี้ น่าที่จำเลยที่ 1 จะให้การไปตามความจริง

ประกอบกับ คำให้การดังกล่าวมีข้อเท็จจริงโดยละเอียดตั้งแต่ประวัติความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัวของจำเลยที่ 1 กับครอบครัวของจำเลยที่ 2 การช่วยเหลืออุปการะกันมาโดยตลอด ตั้งแต่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังเป็นเด็กๆ เมื่อจำเลยที่ 2 กับพันตำรวจโททักษิณไปศึกษาที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ก็ลางานตามไปดูแลช่วยเหลือพร้อมกับศึกษาต่อ และเมื่อกลับมาก็ช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนิน กิจการค้าขายต่างๆ ของจำเลยที่ 2 กับพันตำรวจโททักษิณ จนต่างมีฐานะมั่นคง

ในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งหุ้นต่างๆ นั้น จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้โดยละเอียดโดยเฉพาะหุ้นจำนวนมากๆ เช่นหุ้นตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 2 แบ่งให้โดยมิได้มีการซื้อมา แม้การสอบถามในครั้งนั้นจะไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการให้หุ้นคดีนี้ก็ตาม แต่หากเป็นการรับให้เนื่องในโอกาสสำคัญของจำเลยที่ 1 ดังที่อ้าง เป็นหุ้นที่มีมูลค่าจำนวนมาก ทั้งเป็นการรับให้จากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของพันตำรวจโททักษิณกำลังถูกตั้งข้อระแวงสงสัยและถูกตรวจสอบ เกี่ยวกับการถือครองหุ้น จำเลยที่ 1 น่าจะให้การถึงเหตุผลที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้เป็นหลักฐานด้วย

แต่จำเลยที่ 1 นอกจากจะมิได้ให้การถึงเหตุผลการให้ว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใดแล้ว ยังให้การชัดเจนว่าเป็นการแบ่งให้โดยมิได้มีการซื้อมา ดังที่ปรากฏ ทั้งๆ ที่ได้ให้การในเรื่องอื่นๆ ไว้โดยละเอียด จึงเชื่อว่าที่จำเลยที่ 2 ให้หุ้นคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการแบ่งให้ดังที่จำเลยที่ 1 ให้การ ซึ่งคำว่า “แบ่งให้” ดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่า เป็นการให้ที่มิใช่การให้เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสอย่างใด

ส่วนที่ได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญและให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี กรมสรรพากรตามลำดับ แตกต่างไปจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัย ทำนองว่า จำเลยที่ 2 ยกหุ้นให้จำเลยที่1 ตามธรรมจรรยาในฐานะที่ได้ร่วมก่อการและดำเนินธุรกิจร่วมกัน รวมทั้งเป็นของขวัญที่จำเลยที่ 1 มีภริยาและบุตรนั้น ก็เป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยว่า พันตำรวจโททักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและเอกสารประกอบถ้อยคำอันเป็นเท็จและกรมสรรพากร ได้เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตรวจสอบเพื่อจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายอันเป็นเท็จแล้ว

คำให้การที่ให้เหตุผลของการให้หุ้นของจำเลยที่ 2 แตกต่างไปจากที่จำเลยที่ 1 เคยให้การไว้ในชั้นแรก จึงน่าจะเป็นการยกข้ออ้างขึ้นใหม่ให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10) ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามที่กรมสรรพากรจะเรียกเก็บ

คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์ดังวินิจฉัยไม่น่าเชื่อถือ

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า เพื่อให้พี่น้องมีฐานะทัดเทียมกัน จำเลยที่ 2 มีเจตนาจะยกให้หุ้นตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 เมื่อต้นปี พ.ศ.2539 ในโอกาสที่จำเลยที่ 1 แต่งงาน แต่ในช่วงนั้นพันตำรวจโททักษิณกำลังยุ่ง เนื่องจากจะเข้าสู่การเมืองและตั้งพรรคการเมืองใหม่ จำเป็นต้องจัดการเรื่องการบริหารงานให้เสร็จสิ้นก่อน จึงมาให้ในภายหลังขณะบุตรจำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 1 ปีนั้น

ประการแรกเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังได้ดังวินิจฉัยว่า เป็นการแบ่งให้

ประการต่อมาที่อ้างว่า ไม่สามารถโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ในโอกาสที่จำเลยที่ 1 แต่งงานได้เพราะพันตำรวจโททักษิณจำเป็นต้องจัดการเรื่องการบริหารงานให้ เสร็จสิ้นก่อนนั้น

เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า หุ้นตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ 2 อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในชื่อของนางสาวดวงตา วงศ์ภักดี และจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้คำแนะนำและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 รวมทั้งหุ้นแทนโดยตลอด ดังนี้การโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อนางสาวดวงตาถือครองแทนจึงสามารถทำได้โดยจำเลยที่ 3 คนเดียว

ดังนั้นหากจำเลยที่ 2 จะโอนหุ้นนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ในโอกาสที่จำเลยที่ 1 แต่งงานจริง ก็สามารถกระทำได้ในโอกาสนั้นโดยจำเลยที่ 2 เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเท่านั้น ซึ่งมิได้เป็นภาระหรือเกี่ยวข้องกับพันตำรวจโททักษิณและการจัดการเรื่องการ บริหารงานตามที่อ้างแต่อย่างใด

แม้ในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่จำเลยที่ 2 นางสมทรง เครือไชย อาจำเลยที่ 2 และนางบุษบา ดามาพงศ์ ภริยาจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นประจักษ์พยานสนับสนุนว่า ร่วมรู้เห็นและได้ยินจำเลยที่ 2 พูดขณะจำเลยที่ 1 กับนางบุษบาเข้าไปอวยพรวันเกิดของจำเลยที่ 2 ว่า จะให้หุ้นแก่จำเลยที่ 1 เป็นของขวัญแต่งงาน ก็ตาม

แต่คำเบิกความดังกล่าว นอกจากจะขัดกับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว พยานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นเป็นพี่และญาติมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างมาก คำเบิกความน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหานี้ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ดังวินิจฉัยได้  โดยไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องมูลค่าหุ้นที่ให้และให้ตรงกับวันแต่งงานของจำเลย ที่ 1 หรือไม่อีกต่อไป

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ให้หุ้นตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โดยการแบ่งให้ มิได้เป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ตามมาตรา 42(10) แห่งประมวลรัษฎากรตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง

@ ปัญหาต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 1 รับแบ่งให้หุ้นตามฟ้องจากจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ จะถือว่า เป็นเงินได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา ตามมาตรา 42(10) ข้างต้นหรือไม่

เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมิได้ให้คำนิยามของคำว่า “อุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา” ไว้ จึงต้องพิจารณาความหมายของถ้อยคำดังกล่าวตามพจนานุกรม ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 นิยามความหมายไว้ดังนี้

อุปการะ หมายความว่า ช่วยเหลือเกื้อกูล อุดหนุน
หน้าที่ หมายความว่า กิจที่จะต้องทำด้วยความรับผิดชอบ
ธรรมจรรยา หมายความว่า การประพฤติถูกธรรม

ดังนั้นคำว่า “อุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา” จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า การช่วยเหลือเกื้อกูล อุดหนุน ที่พึงกระทำโดยธรรม อันเป็นบทบัญญัติที่ใช้ถ้อยคำที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำต้องพิเคราะห์หาเจตนารมณ์จากที่ใดอีก ทั้งเป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นภาระภาษีอันเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน จึงต้องตีความตามถ้อยคำโดยเคร่งครัด

แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้มีความหมายที่จะจำกัดความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้ให้’กับ’ผู้รับการให้’และจำนวนที่ให้ก็ตาม แต่ตามถ้อยคำแล้ว ผู้รับการให้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในสภาพหรือสถานะที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เกื้อกูล อุดหนุนอยู่ด้วย ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม ผู้ให้จึงมีหน้าที่โดยธรรมจรรยาที่จะอุปการะ

แต่จำเลยที่ 1 นอกจากจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าตนอยู่ในสภาพหรือสถานะเช่นว่าแล้ว ยังปรากฏจากบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าในขณะรับการให้นั้นจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ O และเป็นกรรมการในบริษัทกลุ่มชิน ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีกิจการและฐานะมั่นคง

นอกจากนี้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2540 ของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 แจ้งว่า มีเงินได้พึงประเมินก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ในปี พ.ศ.2540 จำนวน23,554,503.53 บาท ซึ่งถือได้ว่า เป็นจำนวนที่สูง อีกทั้งปรากฏจากบันทึกคำให้การที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.และคำให้การที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีสำนักตรวจสอบภาษี กรมสรรพากร ว่า ในปีเดียวกันนั้น ก่อนได้รับให้หุ้นคดีนี้ จำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์เฉพาะที่เป็นหุ้นจำนวนมาก ที่สำคัญๆ คือหุ้นใน บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ ฯ  2,347,395 หุ้น หุ้นในบริษัท เอส ซี แอสเสท จำกัด 23,000,000 หุ้น และในบริษัท ชินวัตร อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด 6,000,001 หุ้น แม้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ที่จำเลย  1 ได้รับหุ้นตามฟ้อง

หลังจากนั้นต่อมา จำเลยที่ 1 ยังมีหุ้นในบริษัทต่างๆ เพิ่มอีกจำนวนมาก สถานภาพดังกล่าววิญญูชนย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ที่อยู่ในสภาพหรือสถานะที่ต้องการความช่วยเหลือเกื้อกูล อุดหนุน ตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นแต่อย่างใด แม้ฐานะจะยังไม่ทัดเทียมกับพี่น้องก็ตาม จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ธรรมจรรยาที่จะต้องอุปการะจำเลยที่ 1
ดังนั้นไม่ว่า จำเลยที่ 2 จะมีทรัพย์สินมากเพียงใดและให้หุ้นคดีนี้เพียงต้องการให้จำเลยที่ 1 มีฐานะทัดเทียมพี่น้องหรือจะให้ด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่า เป็นการให้ที่เป็นการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา คำพิพากษาศาลฎีกาและแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบมานั้น ผู้รับการให้ล้วนอยู่ในฐานะหรือสภาพหรือสถานะที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เกื้อกูล อุดหนุนทั้งสิ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้

โดยสรุป คดีฟังไม่ได้ว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับการให้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42(10) แห่งประมวลรัษฎากร

Oเมื่อคดีรับฟังได้ว่า มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับการให้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษาเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2540 คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรนั้นหรือไม่

เห็นว่า ตามรูปคดีแล้ว การโอนหุ้นตามฟ้องมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งค่าภาษีอากรแทนจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ภาษีจากมูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้จากการรับให้มีจำนวนมากถึง 273,060,000 บาท

การที่จำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการโอนให้หุ้นตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 ตามเจตนาที่แท้จริง ทั้งๆ ที่การโอนให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์สามารถจะทำได้ โดยทั้งผู้ให้และผู้รับการให้ ไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างใด กล่าวคือไม่ต้องเสียทั้งค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทที่ดำเนิน การ ดังที่นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ภัทร ผู้ดำเนินการโอนหุ้นได้ให้การยืนยันชัดเจนต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนฯและชั้น พิจารณามิได้เบิกความปฏิเสธเอกสารฉบับนี้

แต่จำเลยที่ 2 กลับกระทำโดยความเท็จเป็นการซื้อขายลวงในตลาดหลักทรัพย์อำพรางการให้ที่เป็น เจตนาที่แท้จริงนั้นและยอมเสียค่านายหน้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งฝ่ายผู้ซื้อ และผู้ขายรวม 7,380,000 บาท ดังข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติ

Oศาลระบุกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา-จงใจหลีกเลี่ยงภาษี

ศาลพิจารณาพฤติการณ์ดังกล่าว และเปรียบเทียบจำนวนเงินค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 2 เสียไปกับจำนวนเงินค่าภาษีอาการจากการรับให้ที่ถูกอำพรางไว้ดังกล่าวแล้ว กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยที่ 2 ว่า จงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรเงินได้จากการรับให้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำนวนมากและจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้ชำระแทน จึงกระทำโดยวิธีมิให้จำเลยที่ 1 มีเงินได้พึงประเมินจากการรับให้หุ้นตามฟ้อง ด้วยการทำเป็นการซื้อขายอำพรางการให้นั้น ดังที่ปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2540 ของจำเลยที่ 1

สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้ดำเนินการโอนหุ้นตามฟ้อง เป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลแนะนำและดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นของจำเลยที่ 2 กับบุตรซึ่งมีจำนวนมากมานานประมาณ 10 ปีก่อนเกิดเหตุ ทั้งมี สามีเป็นพนักงานในบริษัท หลักทรัพย์ภัทร ที่ทำการโอนหุ้นคดีนี้ด้วย ดังนี้จำเลยที่ 3 ย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องหุ้นและการโอนหุ้นเป็นอย่างดี อีกทั้งโดยหน้าที่ย่อมทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของจำเลยที่ 2

ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความรับว่า ก่อนโอนหุ้นตามฟ้องได้ปรึกษาและให้คำแนะนำกันก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้กันกับจำเลยที่ 2 และร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรดังวินิจฉัย

ส่วนจำเลยที่ 1 ได้ทราบมาแต่แรกแล้วว่า จำเลยที่ 2 จะให้หุ้นตามฟ้องตามบันทึกคำให้การ ดังวินิจฉัย แต่เมื่อจำเลยที่ 3 มาขอเลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ แจ้งว่า จะไปทำการซื้อขายหุ้นที่จะให้ดังกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 2 เคยบอก แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้ไปโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ได้ทักท้วงหรือสอบถามถึงเหตุผลในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องการชำระค่าหุ้นจำนวนมากด้วย ผิดวิสัยผู้กระทำโดยสุจริต และต่อมาเมื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธูรรมดา ปีภาษี 2540 จำเลยที่ 1 ก็มิได้แสดงรายการเงินได้ส่วนนี้แต่อย่างใด

พิเคราะห์ พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบความสัมพันธ์ระหว่าง จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ร่วมก่อตั้งและร่วมบริหารกิจการต่างๆ ของจำเลยที่ 2 กับพันตำรวจโททักษิณมาโดยตลอดและขณะที่รับการให้หุ้นคดีนี้ จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯนั้นเองด้วยแล้ว

ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นและร่วมกระทำการดังกล่าวข้างต้นกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบ ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินได้พึงประเมินจากรับให้หุ้นนั้นเป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันกระทำโดย ความเท็จของจำเลยทั้งสามดังวินิจฉัย ทั้งตามกฎหมายการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็เป็นเรื่องเฉพาะ ตัวของจำเลยที่ 1 ผู้มีเงินได้เท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องได้อยู่แล้ว การที่มิได้เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบฯ จึงมิใช่ข้อแก้ตัว

ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ยื่นแบบฯ โดยมิได้แสดงรายการหุ้นที่ได้รับมา เพราะเข้าใจว่า เป็นของขวัญแต่งงานได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีก็ดี

จำเลยที่ 2 นำสืบว่าใช้วิธีซื้อขายและดำเนินการซื้อขายตามคำแนะนำของจำเลยที่ 3 ก็ดี และจำเลยที่ 3 นำสืบว่า เข้าใจว่า เมื่อหุ้นอยู่ในชื่อของบุคคลอื่นในตลาดหลักทรัพย์ การโอนให้ต้องทำในรูปการซื้อขายเท่านั้นก็ดี ล้วนเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลและพฤติกรรมของจำเลยทั้งสามดังที่วินิจฉัย จึงฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า หากจำเลยทั้งสามวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรจริง ก็สามารถจะกระทำได้โดยวิธีที่ง่ายกว่า เช่น โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คชำระค่าหุ้นตามฟ้องโดยตรงนั้น

เห็นว่า วิธีการดังกล่าวก็คงจะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการหลีกเลี่ยงภาษีอากร แต่การที่จำเลยทั้งสามมิได้เลือกใช้วิธีดังกล่าวก็มิได้เป็นพิรุธถึงกับทำ ให้ไม่น่าเชื่อว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามฟ้อง ซึ่งตามรูปคดี จำเลยทั้งสามคงจะกระทำไปโดยไม่คาดคิดว่า สามีของจำเลยที่ 2 จะมีปัญหาและถูกตรวจสอบทรัพย์สินในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในเรื่องการถือครองหุ้นแล้วถูกตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงการโอนหุ้นตาม ฟ้อง

ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เคยโอนหุ้นจากนางสาวดวงตาไปยังนางสาวบุญชู เหรียญประดับ ซึ่งเป็นผู้ถือครองหุ้นแทนจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน และด้วยวิธีซื้อขายเช่นเดียวกันกับคดีนี้ แต่คณะกรรมการตรวจสอบก็มิได้หยิบยกมาดำเนินคดีนั้น

เห็นว่า เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการตรวจสอบที่จะตรวจสอบกรณีใด แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้างข้างต้นไม่ปรากฏว่า การซื้อขายระหว่างผู้ถือครองหุ้นแทนจำเลยที่ 2 นั้นเป็นการกระทำโดยความเท็จหรืออุบายอำพรางการให้ระหว่างกันเพื่อหลีก เลี่ยงการเสียภาษีอากรดังเช่นคดีนี้หรือไม่ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้

O ที่นำสืบว่าคณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบจึงต้องเป็นบุคคลที่เป็นกลางเช่นเดียวกับคณะ กรรมการ ป.ป.ช. แต่กรรมการตรวจสอบบางคนไม่มีความเป็นกลาง เคยมีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพันตำรวจโททักษิณมาก่อนนั้น

เห็นว่า จากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบตามประกาศ  คปค. ฉบับที่ 30 ควรที่คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นกลาง และพฤติกรรมของคณะกรรมการตรวจสอบบางคนตามเอกสารและภาพถ่ายพยานจำเลยทั้งสาม ก็มีเหตุผลให้เข้าใจไปได้ว่า คณะกรรมการตรวจสอบบางคนเหล่านั้นอาจจะไม่เป็นกลาง แต่เนื่องจากไมมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการตรวจสอบไว้เช่น คุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งการทำหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบตามที่ปรากฏในสำนวนก็ไม่ได้ความว่าคณะ กรรมการตรวจสอบคนใดกระทำอย่างใดที่ส่อไปในทางที่ไม่เป็นกลางหรือกลั่นแกล้ง ปรักปรำจำเลยทั้งสาม

คณะกรรมการตรวจสอบมีจำนวนมากถึง 12 คน ทุกคนล้วนมี คุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์และตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ไม่น่าที่คณะกรรมการตรวจสอบบางคนจะสามารถโน้มน้าวครอบงำให้คณะกรรมการตรวจ สอบทั้งหมดมาร่วมกันกระทำการใดที่ไม่เป็นกลางในการตรวจสอบคดีนี้ เพราะจะกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ความเชื่อถือที่บุคคลเหล่านั้นมีอยู่ รวมทั้งเสี่ยงต่อการที่จะมีความผิดตามกฎหมายได้

ที่สำคัญพยานหลักฐานการกระทำผิดตามฟ้องที่คณะกรรมการตรวจสอบนำมาตรวจสอบ เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและมีอยู่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจ สอบ ทั้งเป็นพยานหลักฐานที่จัดทำโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และกรมสรรพากร เกือบทั้งหมด ซึ่งจำเลยทั้งสามก็มิได้ปฏิเสธความมีอยู่ของพยานหลักฐานเหล่านั้น

คณะกรรมการตรวจสอบเพียงรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวมาตรวจสอบแล้ว ทำความเห็นส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น คดีฟังไม่ได้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่ในคดีนี้โดยไม่เป็นกลาง

Oที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า การที่คณะกรรมการตรวจสอบมีคำสั่งให้กรมสรรพากรประเมินภาษีจำเลยที่ 1 ใหม่ตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการมุ่งที่จะเรียกเก็บภาษีจากจำเลยที่ 1 ให้ได้ โดยหาได้คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรมตามประมวลรัษฎากรไม่ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินภาา จำเลยที่ 1 ดังกล่าวและคดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีภาระภาษีแล้วนั้น

เห็นว่า เอกสารพยานจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงภาพถ่ายจากเว็บไซต์ อ้างข่าวจากแหล่งข่าวกรมสรรพากร ทั้งยังเป็นประเด็นเรื่องขาดอายุความประเมินภาษี ที่เจ้าพนักงานประเมินกระทำในภายหลังเหตุการณ์ตามฟ้อง มิใช่เรื่องการกระทำของคณะกรรมการตรวจสอบที่เกี่ยวกับภาระภาษีของจำเลยที่ 1 ที่ยังมีอยู่ ขณะมีการกระทำผิดตามฟ้อง

ที่นำสืบว่า การที่คณะกรรมการตรวจสอบอายัดเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปซึ่งรวมหุ้นตามฟ้องด้วย ว่า เป็นของพันตำรวจโททักษิณ แสดงถึงความไม่สุจริตของคณะกรรมการตรวจสอบในการดำเนินคดี เนื่องจากหุ้นตามฟ้องจะเป็นของจำเลยที่ 1 และของพันตำรวจโททักษิณในเวลาเดียวกันไม่ได้ ข้อกล่าวหาคดีนี้จึงไม่อาจรับฟังเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสามได้นั้น

เห็นว่า ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยุติ แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบมาในคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนยันรับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหุ้นตามฟ้องและมีเจตนาจะให้หุ้นนั้นแก่จำเลยที่ 1 แต่ได้ทำเป็นซื้อขายแทนและชำระค่าหุ้นให้ด้วยเงินของจำเลยที่ 2 เอง

ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ยืนยันสอดคล้องต่อเนื่องกันว่า รับให้หุ้นตามฟ้องจากจำเลยที่ 2 ด้วยเจตนาที่จะถือครองเป็นของตนเอง ทั้งได้ไปแจ้งการถือครองหุ้นกับขอออกใบหลักทรัพย์มาเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน ด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีภาระภาษีสำหรับมูลค่าหุ้นที่ได้รับการให้มานั้น แต่จำเลยทั้งสามกลับทำการซื้อขายหุ้นอันเป็นความเท็จแทนเพื่ออำพรางการให้ จึงเป็นการร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร การกล่าวหาและดำเนินคดีนี้ของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นไปตามข้อเท็จจริงดัง กล่าวจึงชอบแล้ว มิได้ไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสามอ้างสำหรับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามนอกจาก นี้ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

โดยสรุป พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามไม่สามารถหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามฟ้อง

Oปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่

เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นว่า ภายหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าพันตำรวจโททักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอัน เป็นเท็จแล้ว กรมสรรพากร ได้มีหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 แจ้งว่า ประสงค์จะขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคดีนี้ ให้จำเลยที่ 1 ไปพบที่สำนักตรวจสอบภาษี กรมสรรพากร และนำหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้นการชำระเงินค่าหุ้นและอื่นๆ ไปประกอบการพิจารณาด้วย

จำเลยที่ 1 จึงไปพบและให้การต่อ นาย ช. นันท์ เพ็ชญไพศิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีและนางเบญจา หลุยเจริญ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 9 ตามบันทึกคำให้การ

หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ไปพบและให้กาคต่อนางเบญจา หลุยเจริญ ตามบันทึกคำให้การนั้น เป็นกรณีกรมสรรพากรเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีเหตุอันควรเชื่อว่า การซื้อขายหุ้นตามฟ้องหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีจึงหยิบยกการเสียภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ขึ้นมาพิจารณาจรวจสอบอีกครั้งหนึ่งขณะยังอยู่ภายในกำหนดอายุความเรียกเอาค่า ภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมาย

จากข้อความในหนังสือเชิญดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมทราบดีว่าเป็นการเรียกตรวจสอบการเสียภาษีอากรจึงไปพบและให้การต่อเจ้า หน้าที่ตรวจสอบภาษี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมาย ปรากฏถ้อยคำตามบันทึกคำให้การ มีสาระสำคัญทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ต้องการให้จำเลยที่ 1 มีครอบครัวและมีฐานะที่มั่นคงทัดเทียมกับพี่น้อง จึงสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 แต่งงานกับจะให้หุ้นแก่จำเลยที่ 1 เป็นของขวัญวันแต่งงาน

แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พันตำรวจโททักษิณเข้าทำงานทางการเมือง จึงมาให้ภายหลังเมื่อบุตรของจำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 1 ปี เป็นการให้เป็นของขวัญแก่ครอบครัวและบุตรของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยที่ 2 กับครอบครัวมีทรัพย์สินมากกว่า 20,000,000,000 บาท (2หมื่นล้านบาท)จึงอยู่ในฐานะและวิสัยที่จะให้แก่บุคคลในครอบครัวได้ ทำนองว่า เป็นการให้ที่เป็นการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งหากคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นเป็นความจริง มูลค่าหุ้นที่ได้รับจากการให้จะเป็นเงินได้ประเภทที่จำเลยที่ 1 ผู้รับให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

แต่ปรากฏว่าคำให้การนั้นไม่เป็นความจริงดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น แม้คำให้การดังกล่าวจะสอดคล้องตรงกันกับคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นการร่วมกันยกข้อที่ไม่เป็นความจริงขึ้นมาอ้างเพื่อให้เข้าข้อยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีอากรตามที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีกำลังตรวจสอบ เป็นเหตุให้กรมสรรพากรหลงเชื่อไม่เรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลยที่ 1 และให้ยุติเรื่อง

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า กรณีข้างต้นเป็นการประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 อีกรณีหนึ่ง จึงต้องมีการออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 ผู้ยื่นรายการมาไต่สวนก่อน แต่กรณีนี้ไม่ได้ออกหมายเรียก เป็นเพียงออกหนังสือเชิญเท่านั้น ทำนองว่าการประเมินของเข้าหน้าตรวจสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ไว้จะไม่เป็นความจริง ก็ไม่เป็นความผิดนั้น

เห็นว่า แม้หากจะเป็นการประเมินตามมาตรา 19 ดังที่อ้าง แต่บทมาตราดังกล่าวมีเจตนารมณ์ว่า จะต้องมีการไต่สวนผู้ยื่นรายการก่อนที่จะทำการประเมินเท่านั้น ส่วนการออกหมายเรียกเป็นเพียงวิธีการที่จะได้ตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน รวมทั้งหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ จึงได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะออกหมายเรียกในกรณีต่างๆ ไว้ในมาตรา 19

สำหรับคดีนี้ สำนักตรวจสอบภาษีได้มีหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 ไปพบพร้อมนำหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไปพบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีตามหนังสือนั้นโดยมิได้โต้แย้งว่าไม่ได้ออก หมายเรียก ทั้งยังได้ให้การในประเด็นการซื้อขายหุ้นตามฟ้องตามที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ภาษีสอบถาม กรณีถือได้ว่า มีการไต่สวนตามมาตรา 19 ข้างต้นแล้ว แม้จะไม่มีการออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 ก็ตาม การสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีจึงไม่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

พยานหลักฐานโจทก์ในปัญหานี้มั่นคง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามไม่สามารถหักล้างได้เช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จหรือตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามฟ้อง

จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการ เสียภาษี จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย

แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆ ที่จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้นเทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความ ผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37(2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37(1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอายา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี

ฐานโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี

ที่มา: มติชนออนไลน์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ 3ปี

กรกฎาคม 31, 2008 at 1:52 pm (การเมือง) (, , )

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ’อ้อ-บรรณพจน์ ‘และ’กาญจนาภา’  2 ปี คดีเลี่ยงภาษี ‘ชินคอร์ป’  ‘พงษ์เทพ’ ยัน’หญิงอ้อ’ ยื่นสู้ชั้นอุทธรณ์แน่นอน  คตส.ไร้กังวล’อ้อ’ดิ้นอุทธรณ์ต่อ ยันสำนวนแน่นหนา ศาลออกกฎเข้ม วางกำลังตร.300นาย ‘อัศวิน’ขู่ถ้าทำตัวไม่เหมาะ จับทันที ขณะที่ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์แล้ว

ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ  3ปี

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับการอ่านคำพิพากษาของศาลก่อนตัดสินคดีดังกล่าวนั้น มีถ้อยคำแถลงดังนี้

แม้จะไม่มีการออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 ก็ตาม การคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 จึงไม่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด พยานศาลตรวจ จำเลยทั้ง 3 ไม่สามารถหักล้างได้เช่นเดียวกัน จึงอาจ สงสัยว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่า หรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามฟ้อง

จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการ เสียภาษี จำเลยที่  2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสาม จึงนอกจากมีหน้าที่ปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย

“แต่จำเลยทั้งสาม กลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆที่ จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่  2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น

“การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงร้ายแรง”

พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และ ที่  2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลย ที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้ง 3  คนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ ที 2 คนละ 3 ปี

สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ ตม.1/2550 ของศาลฎีกา แผนกคดีอญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ปรากฎว่า คดีดังกล่าวนั้นศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้วหรือไม่อย่างไร จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อตามคำขอได้ ให้ยกคำขอโจทก์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ซูมหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลตัดสินจำคุก ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีน้ำตาคลอเบ้าขณะที่น.ส.แพรทองธาร บุตรสาวคนเล็กถึงกับส่ายหน้าและเบ้ปากออกมาทันที ก่อนที่ทั้งหมดจะทยอยออกจากห้องพิจารณาคดีเพื่อเดินทางกลับ
สรรพากรเร่งหาคนผิดคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากร 5 คน คือ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ รองอธิบดีขณะนั้น นางสาวกุลฤดี แสงสายัณฑ์ นิติกร 7ว. ขณะนั้น นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ นิติกร 8 ว.ขณะนั้น นางสาวสุจินดา แสงชมภู นิติกร 9 ชช.ขณะนั้น และนายวิชัย จึงรักเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ที่ ป.ป.ช.ระบุว่า มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและมีความผิด อาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ได้รับหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด จากนางสาวดวงตา วงษ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น

นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบทางวินัยอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการกระทำของข้าราชการสรรพากรทั้ง 5 คนว่าจะมีใครเป็นผู้รับผิดชอบบ้าง และรับผิดชอบอย่างไร

“เราได้พยายามเร่งเรื่องผล สอบมาโดยตลอด แต่เข้าใจว่าคณะกรรมการต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียด แต่เชื่อว่าเมื่อศาลอาญามีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ก็น่าจะช่วยให้ผลสรุปออกมาได้เร็วขึ้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอให้ได้รับรายละเอียดของคำพิพากษามาก่อน” นายศานิตกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ศาลระบุชัดเจนว่ากรมสรรพากรตีความผิดทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ขององค์กรหรือไม่ นายศานิตกล่าวว่า คงมีบ้าง แต่การที่เร่งให้มีคณะกรรมการและสรุปผลออกมา เพื่อหาคนรับผิดชอบ(ทางแพ่ง)ก็ถือเป็นท่าทีของกรมแล้ว และที่ผ่านมาก็เร่งดำเนินการมาตลอด เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว จากนี้ต้องนำมาวินิจฉัยกับกฎหมายของกรมสรรพากร ทั้งนี้เมื่อได้ผลสรุปจะส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทันที โดยที่ผ่านมามีการหารือกับนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นระยะๆอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรเป็นพิเศษ

หุ้นกลุ่มชินดิ่งหลัง ‘หญิงอ้อ’ แพ้คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชิน

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มชินวัตร ในช่วงเช้าของวันนี้ (31 ก.ค.) หลังศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกคดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ราคาหุ้นในกลุ่มชินวัตรส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ

โดยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส ราคาลดลง 0.50 บาท อยู่ที่ 86.50 บาท บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคา 23.80 บาท ลดลง 0.20 บาท บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาลดลง 0.01 บาท ราคาอยู่ที่ 1.36 บาท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเพิ่มขึ้น 0.05 บาท อยู่ที่ 8 บาท

‘แม้ว’พา’อ้อ’กลับบ้านยื่นหลักทรัพย์ประกันคนละ 8 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีเสร็จเรียบร้อยแล้วครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน  รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากศาลอาญาแล้ว หลังจากที่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคนละ 8 ล้านบาท  คาดว่าทนายความจะมีการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา โดยพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได่ชัดและไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวเลย

‘อ้อ’ควง’แม้ว-ลูกๆ’ ขึ้นศาลฯ ปชช.แห่ให้กำลังใจเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลอาญา รัชดา ฯ  เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 31 ก.ค. ว่า  นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีและนางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลย 1-3 ในคดีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) มูลค่า 738 ล้านบาท ได้เดินทางมาถึงศาลอาญาแล้ว พร้อมด้วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน  รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ  เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนซึ่งเหมารถรถบัส จำนวน 5 คัน เดินทางมาจากต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ที่มาให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ และนางกาญจนภา เป็นจำนวนมาก  รวมถึงกองทัพสื่อที่มาเฝ้าติดตามสถานาการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ครอครัวชินวัตร เดินทางมาถึง ประชาชนที่มาเฝ้าต้อนรับและให้กำลังใจต่างส่งเสียงเชียร์สนับสนุนโห่ร้อง ด้วยความดีใจ อยู่ตลอดเส้นทางขึ้นศาล โดยบุคคลในครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ได้ส่งยิ้มและรีบเดินขึ้นไปเพื่อเข้าฟังคำพิพากษาบนห้องพิจารณาคดีทันที

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จัดกำลังกว่า 300 นายมาคอยดูและรักษาความปลอดภยบริเวณโดยรอบอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุความวุ่นวายต่างๆขึ้น ขณะที่กลุ่มต้านซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มใดก็ได้เดินทางมาเฝ้าสังเกตการณ์ใน ครั้งนี้ด้วย

ลุ้นศาลตัดสินคดี ‘บรรณพจน์-พจมาน ‘ คดีเลี่ยงภาษี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 ในวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704

นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ว่า ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องพิจารณาคดี และบริเวณโดยรอบศาล ทั้งขอกำลังตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 200 นายมาดูแล

ออกข้อกำหนดศาลห้ามก่อเหตุวุ่น

”ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง ทั้งพวกสนับสนุน และพวกคัดค้าน ที่จะมาร่วมฟังคำพิพากษา อาจก่อเหตุความไม่เรียบร้อยขึ้น เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดตรวจหาอาวุธ และวัตถุระเบิดที่อาจถูกซุกซ่อนเข้ามาในบริเวณศาล ส่วนลานจอดรถหน้าศาลก็จะนำรั้วกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกนำรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อ ความปลอดภัย” เลขานุการศาลอาญา กล่าว

นายณรัช กล่าวว่า นอกจากนี้ นายวิธูร คลองมีคุณ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ออกข้อกำหนดศาลอาญา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 โดยออกข้อกำหนดเพื่อใช้บังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม โดย ‘ห้ามมิให้ผู้ใดประพฤติตนในทางที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือก่อความ รำคาญ หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม ยั่วยุ สนับสนุนการกระทำดังกล่าวในอาคาร และอาณาบริเวณของศาล มิฉะนั้น อาจถูกดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้’

นายณรัช กล่าวต่อว่า ศาลจะถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิจารณาที่บริเวณหน้าศาล เพื่อให้ประชาชนที่คาดว่าจะเดินทางมาจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าฟังในห้องพิจารณาได้หมด

ตร.จับทันทีใครทำตัวไม่เหมาะสม

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ได้ประสานกับศาลขอวางแผงกั้น ซึ่งศาลอนุญาตให้เข้าทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต้าน ซึ่งตำรวจได้จัดที่ไว้ให้แยกกันอยู่ ไม่ให้มีการปะทะกัน ถ้าใกล้กันมากเดี๋ยวจะกระทบกระทั่งกันได้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตำรวจติดตั้งกล้องบันทึกภาพตลอด

”เชื่อว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย คนที่อยู่ในรั้วศาลต้องไม่ทำการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของศาล เช่น ตะโกนโห่ฮา ใช้ถ้อยคำหรือแสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควร เพราะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาล” ผบช.น.กล่าว

พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า ได้วางกำลังตำรวจ ปจ.2 กองร้อย (300 นาย) พร้อมประสานกับทางศาล และวางแผนร่วมกันในการป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ โดยจัดพื้นที่หน้าศาลและด้านขวา เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้ามารับฟังคำพิพากษา โดยมีการถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิพากษา และแบ่งแยกแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ไม่ให้อยู่ใกล้กันเพื่อป้องกันการปะทะ และจะแจกจ่ายข้อบังคับในการปฏิบัติตนเมื่ออยู่ภายในศาลว่าควรทำตัวอย่างไร หากมีผู้ใดประพฤติไม่เหมาะสม จะจับกุมทันทีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

มติเอกฉันท์ยื่นฟ้อง ‘แม้ว’ รวยผิดปกติ 7.6 หมื่นล.

นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย ‘มติชนออนไลน์’ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ในวันนี้ คณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช. กับสำนักอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีมติว่า ทางสำนักอัยการสูงสุด จะยื่นฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ  (คตส.) กล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่นายกฯ เพื่อประโยชน์ ให้กับธุรกิจของครอบครัวชินวัตร ต่อศาลฎีกาแผนกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และขอให้ศาลยึดทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยอัยการจะใช้เวลาทำสำนวนและรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลเร็วๆ นี้

ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์

วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา ที่นายปัญญา สุทธิบดี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดำหมายเลข อม.3/2551 มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการเข้าไปมีส่วนได้ส่วน เสียเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 กรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ 4 พันล้านบาทให้แก่รัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินโครงการโทรคมนาคมและมีการซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือชินคอร์ ปซึ่งเป็นทุจริตของครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ

สำหรับคำร้องของจำเลยที่โต้แย้งอำนาจ คตส. ในการตรวจสอบไต่สวนและยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวในคำพิพากษา ไม่จำต้องมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวอีก ส่วนคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขอเข้าเป็นโจทก์แทน คตส. ศาลเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจเป็นโจทก์แทน คตส. ซึ่งสิ้นสุดหน้าที่ไปหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์แทน คตส. โดยให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ศาลนำส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยภายใน 15 วัน ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน

ที่มา: มติชนออนไลน์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดีปล่อยกู้พม่า 4 พันล้าน นัดสืบพยาน 16 ก.ย.

กรกฎาคม 30, 2008 at 10:41 am (การเมือง) (, )

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดที่ อม. 3/2551 ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด กรณีเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 กรณีเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้รัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาทในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า เพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์ จากบริษัทชินแซทเทิลไลท์ บริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร โดยให้นับโทษ ต่อจากคดีทุจริตซื้อ-ขายที่ดินรัชดาภิเษก คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ของศาล

อย่างไรก็ตาม ในการไต่สวนและสืบพยานคดีดังกล่าวนั้น ศาลอนุญาต ให้คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน คตส. ซึ่งหมดวาระไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ต่อไป โดยนัดพิจารณาสืบพยานครั้งแรกในวันที่ 16  ก.ย. เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ หลังจากศาลฯ มีคำสั่งรับฟ้องในคดีดังกล่าวนี้แล้ว ก็จะถือว่าเป็นคดีที่ 3 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเป็นจำเลยในคดีที่ดินรัชดา และคดีหวยบนดิน

ที่มา: มติชนออนไลน์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น