ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ 3ปี
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ’อ้อ-บรรณพจน์ ‘และ’กาญจนาภา’ 2 ปี คดีเลี่ยงภาษี ‘ชินคอร์ป’ ‘พงษ์เทพ’ ยัน’หญิงอ้อ’ ยื่นสู้ชั้นอุทธรณ์แน่นอน คตส.ไร้กังวล’อ้อ’ดิ้นอุทธรณ์ต่อ ยันสำนวนแน่นหนา ศาลออกกฎเข้ม วางกำลังตร.300นาย ‘อัศวิน’ขู่ถ้าทำตัวไม่เหมาะ จับทันที ขณะที่ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์แล้ว
ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ 3ปี
ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับการอ่านคำพิพากษาของศาลก่อนตัดสินคดีดังกล่าวนั้น มีถ้อยคำแถลงดังนี้
แม้จะไม่มีการออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 ก็ตาม การคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 จึงไม่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด พยานศาลตรวจ จำเลยทั้ง 3 ไม่สามารถหักล้างได้เช่นเดียวกัน จึงอาจ สงสัยว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่า หรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามฟ้อง
จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการ เสียภาษี จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสาม จึงนอกจากมีหน้าที่ปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
“แต่จำเลยทั้งสาม กลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆที่ จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น
“การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงร้ายแรง”
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลย ที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้ง 3 คนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ ที 2 คนละ 3 ปี
สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ ตม.1/2550 ของศาลฎีกา แผนกคดีอญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ปรากฎว่า คดีดังกล่าวนั้นศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้วหรือไม่อย่างไร จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อตามคำขอได้ ให้ยกคำขอโจทก์นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ซูมหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลตัดสินจำคุก ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีน้ำตาคลอเบ้าขณะที่น.ส.แพรทองธาร บุตรสาวคนเล็กถึงกับส่ายหน้าและเบ้ปากออกมาทันที ก่อนที่ทั้งหมดจะทยอยออกจากห้องพิจารณาคดีเพื่อเดินทางกลับ
สรรพากรเร่งหาคนผิดคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากร 5 คน คือ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ รองอธิบดีขณะนั้น นางสาวกุลฤดี แสงสายัณฑ์ นิติกร 7ว. ขณะนั้น นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ นิติกร 8 ว.ขณะนั้น นางสาวสุจินดา แสงชมภู นิติกร 9 ชช.ขณะนั้น และนายวิชัย จึงรักเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ที่ ป.ป.ช.ระบุว่า มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและมีความผิด อาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ได้รับหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด จากนางสาวดวงตา วงษ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น
นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบทางวินัยอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการกระทำของข้าราชการสรรพากรทั้ง 5 คนว่าจะมีใครเป็นผู้รับผิดชอบบ้าง และรับผิดชอบอย่างไร
“เราได้พยายามเร่งเรื่องผล สอบมาโดยตลอด แต่เข้าใจว่าคณะกรรมการต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียด แต่เชื่อว่าเมื่อศาลอาญามีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ก็น่าจะช่วยให้ผลสรุปออกมาได้เร็วขึ้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอให้ได้รับรายละเอียดของคำพิพากษามาก่อน” นายศานิตกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ศาลระบุชัดเจนว่ากรมสรรพากรตีความผิดทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ขององค์กรหรือไม่ นายศานิตกล่าวว่า คงมีบ้าง แต่การที่เร่งให้มีคณะกรรมการและสรุปผลออกมา เพื่อหาคนรับผิดชอบ(ทางแพ่ง)ก็ถือเป็นท่าทีของกรมแล้ว และที่ผ่านมาก็เร่งดำเนินการมาตลอด เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว จากนี้ต้องนำมาวินิจฉัยกับกฎหมายของกรมสรรพากร ทั้งนี้เมื่อได้ผลสรุปจะส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทันที โดยที่ผ่านมามีการหารือกับนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นระยะๆอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรเป็นพิเศษ
หุ้นกลุ่มชินดิ่งหลัง ‘หญิงอ้อ’ แพ้คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชิน
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มชินวัตร ในช่วงเช้าของวันนี้ (31 ก.ค.) หลังศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกคดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ราคาหุ้นในกลุ่มชินวัตรส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ
โดยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส ราคาลดลง 0.50 บาท อยู่ที่ 86.50 บาท บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคา 23.80 บาท ลดลง 0.20 บาท บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาลดลง 0.01 บาท ราคาอยู่ที่ 1.36 บาท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเพิ่มขึ้น 0.05 บาท อยู่ที่ 8 บาท
‘แม้ว’พา’อ้อ’กลับบ้านยื่นหลักทรัพย์ประกันคนละ 8 ล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีเสร็จเรียบร้อยแล้วครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากศาลอาญาแล้ว หลังจากที่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคนละ 8 ล้านบาท คาดว่าทนายความจะมีการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา โดยพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได่ชัดและไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวเลย
‘อ้อ’ควง’แม้ว-ลูกๆ’ ขึ้นศาลฯ ปชช.แห่ให้กำลังใจเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลอาญา รัชดา ฯ เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 31 ก.ค. ว่า นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีและนางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลย 1-3 ในคดีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) มูลค่า 738 ล้านบาท ได้เดินทางมาถึงศาลอาญาแล้ว พร้อมด้วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนซึ่งเหมารถรถบัส จำนวน 5 คัน เดินทางมาจากต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ที่มาให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ และนางกาญจนภา เป็นจำนวนมาก รวมถึงกองทัพสื่อที่มาเฝ้าติดตามสถานาการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ครอครัวชินวัตร เดินทางมาถึง ประชาชนที่มาเฝ้าต้อนรับและให้กำลังใจต่างส่งเสียงเชียร์สนับสนุนโห่ร้อง ด้วยความดีใจ อยู่ตลอดเส้นทางขึ้นศาล โดยบุคคลในครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ได้ส่งยิ้มและรีบเดินขึ้นไปเพื่อเข้าฟังคำพิพากษาบนห้องพิจารณาคดีทันที
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จัดกำลังกว่า 300 นายมาคอยดูและรักษาความปลอดภยบริเวณโดยรอบอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุความวุ่นวายต่างๆขึ้น ขณะที่กลุ่มต้านซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มใดก็ได้เดินทางมาเฝ้าสังเกตการณ์ใน ครั้งนี้ด้วย
ลุ้นศาลตัดสินคดี ‘บรรณพจน์-พจมาน ‘ คดีเลี่ยงภาษี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 ในวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704
นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ว่า ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องพิจารณาคดี และบริเวณโดยรอบศาล ทั้งขอกำลังตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 200 นายมาดูแล
ออกข้อกำหนดศาลห้ามก่อเหตุวุ่น
”ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง ทั้งพวกสนับสนุน และพวกคัดค้าน ที่จะมาร่วมฟังคำพิพากษา อาจก่อเหตุความไม่เรียบร้อยขึ้น เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดตรวจหาอาวุธ และวัตถุระเบิดที่อาจถูกซุกซ่อนเข้ามาในบริเวณศาล ส่วนลานจอดรถหน้าศาลก็จะนำรั้วกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกนำรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อ ความปลอดภัย” เลขานุการศาลอาญา กล่าว
นายณรัช กล่าวว่า นอกจากนี้ นายวิธูร คลองมีคุณ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ออกข้อกำหนดศาลอาญา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 โดยออกข้อกำหนดเพื่อใช้บังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม โดย ‘ห้ามมิให้ผู้ใดประพฤติตนในทางที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือก่อความ รำคาญ หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม ยั่วยุ สนับสนุนการกระทำดังกล่าวในอาคาร และอาณาบริเวณของศาล มิฉะนั้น อาจถูกดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้’
นายณรัช กล่าวต่อว่า ศาลจะถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิจารณาที่บริเวณหน้าศาล เพื่อให้ประชาชนที่คาดว่าจะเดินทางมาจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าฟังในห้องพิจารณาได้หมด
ตร.จับทันทีใครทำตัวไม่เหมาะสม
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ได้ประสานกับศาลขอวางแผงกั้น ซึ่งศาลอนุญาตให้เข้าทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต้าน ซึ่งตำรวจได้จัดที่ไว้ให้แยกกันอยู่ ไม่ให้มีการปะทะกัน ถ้าใกล้กันมากเดี๋ยวจะกระทบกระทั่งกันได้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตำรวจติดตั้งกล้องบันทึกภาพตลอด
”เชื่อว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย คนที่อยู่ในรั้วศาลต้องไม่ทำการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของศาล เช่น ตะโกนโห่ฮา ใช้ถ้อยคำหรือแสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควร เพราะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาล” ผบช.น.กล่าว
พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า ได้วางกำลังตำรวจ ปจ.2 กองร้อย (300 นาย) พร้อมประสานกับทางศาล และวางแผนร่วมกันในการป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ โดยจัดพื้นที่หน้าศาลและด้านขวา เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้ามารับฟังคำพิพากษา โดยมีการถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิพากษา และแบ่งแยกแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ไม่ให้อยู่ใกล้กันเพื่อป้องกันการปะทะ และจะแจกจ่ายข้อบังคับในการปฏิบัติตนเมื่ออยู่ภายในศาลว่าควรทำตัวอย่างไร หากมีผู้ใดประพฤติไม่เหมาะสม จะจับกุมทันทีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
มติเอกฉันท์ยื่นฟ้อง ‘แม้ว’ รวยผิดปกติ 7.6 หมื่นล.
นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย ‘มติชนออนไลน์’ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ในวันนี้ คณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช. กับสำนักอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีมติว่า ทางสำนักอัยการสูงสุด จะยื่นฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่นายกฯ เพื่อประโยชน์ ให้กับธุรกิจของครอบครัวชินวัตร ต่อศาลฎีกาแผนกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และขอให้ศาลยึดทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยอัยการจะใช้เวลาทำสำนวนและรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลเร็วๆ นี้
ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์
วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา ที่นายปัญญา สุทธิบดี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดำหมายเลข อม.3/2551 มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการเข้าไปมีส่วนได้ส่วน เสียเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 กรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ 4 พันล้านบาทให้แก่รัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินโครงการโทรคมนาคมและมีการซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือชินคอร์ ปซึ่งเป็นทุจริตของครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ
สำหรับคำร้องของจำเลยที่โต้แย้งอำนาจ คตส. ในการตรวจสอบไต่สวนและยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวในคำพิพากษา ไม่จำต้องมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวอีก ส่วนคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขอเข้าเป็นโจทก์แทน คตส. ศาลเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจเป็นโจทก์แทน คตส. ซึ่งสิ้นสุดหน้าที่ไปหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์แทน คตส. โดยให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ศาลนำส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยภายใน 15 วัน ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน
ที่มา: มติชนออนไลน์
