พันธมิตรฯสารคาม แฉนาทีม็อบโม่งแดงป่วนเวที ตัวผู้ล้วนๆ! พุ่งจะทำร้ายผู้หญิง
“พันธมิตรฯมหาสารคาม” ขึ้นเวทีใหญ่มหาวิทยาลัยราชดำเนิน เล่านาทีม็อบถ่อยกระหน่ำขว้างหิน ยิงลูกแก้วใส่พี่น้องพันธมิตรฯมหาสารคาม จนบาดเจ็บสาหัสไปตามๆ กัน แฉ ไอ้โม่งแดงมือยิง “การุณ” ใส่เสื้อชอปราชภัฏดัง ที่มีน้อง ส.ส.พลังแม้ว เป็น ผอ.“เจ๊หนุ่ย” หญิงเหล็ก อึ้ง บุกเดี่ยวเข้าเจรจา แต่กลับถูกชายแท้นุ่งผ้าถุง เตรียมพุ่งเข้าทำร้าย ลั่นไม่กลัวตาย ขอยืนหยัดสู่ต่อไป ท้า แน่จริง ถ้าไล่ฆ่าคนทั้งประเทศได้ก็ทำ
วันนี้ (29 ก.ค.) เมื่อเวลา 19.27 น.ที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะพานมัฆวานรังสรรค์ พันธมิตรฯมหาสารคาม ที่ถูกแก๊ง นปก.หลายสิบคน บุกป่วนเวทีพันธมิตรฯทำร้าย ขณะจัดเวทีที่มหาสารคาม ได้ขึ้นเวทีเปิดใจถึงเหตุการณ์ดังกล่าว นำโดย นายสุชาติ ศรีสังข์ แกนนำพันธมิตรฯมหาสารคาม อดีต ส.ส.ไทยรักไทย นายวันชัย สุวรรณทัต โดนก้อนหินที่หัวคิ้ว เย็บ 4 เข็ม นางวชิราภรณ์ โคตรสาร บาดเจ็บสาหัสถูกก้อนอิฐขว้างกะโหลกแตก
นายสุชาติ กล่าวว่า พื้นที่มหาสารคามโหด ดุ ไล่ตั้งแต่ กกต.ข้าราชการ ทุกอย่างครอบงำ กอบโกย โกงกิน ซึ่งตนอาจจะเป็นแกะขาวในฝูงตรงนั้นก็ได้ พี่น้องร้อยเอ็ดจัดเวที ตนก็ไปปราศรัย ขณะที่พื้นที่มหาสารคาม ได้ถูกท้าทายจาก นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พูดออกวิทยุในมหาสารคาม ว่า ให้ไปจัดเวทีที่นั่นบ้าง จะให้กองร้อยหนังสติ๊กยิงหัวมัน
“ก่อนหน้านั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ นายธีระชัย แสนแก้ว ไปที่ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ประชุมคนที่มหาสารคามประมาณ 500 คน ได้บอกให้เตรียมไม้หน้าสาม ขวาน หนังสติ๊ก ไว้รับพันธมิตรฯ พูดในขณะไปตรวจราชการต่อหน้าข้าราชการ ประชาชน” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นการตั้งเวทีหลอกว่าจะขึ้นที่สวนสุขภาพ แต่เวทีจริงตั้งที่ไนท์บาซาร์ เวลา 14.00 น.ปรากฏว่า มีการ์ดมาแค่ 20 คน ไม่นับการ์ดไม่เปิดเผยของตน จากนั้นไม่ถึง 20 นาที มีคนบอกว่า เวทีหลอกของเราพังไปแล้ว โดยมีกลุ่มคนผูกผ้าแดงปิดหน้าปิดตา ประมาณ 200 คน มุ่งหน้ามาที่เวทีบาซาร์ ขณะนั้นตำรวจยังไม่มา มีตำรวจประมาณ 5 คน นั่งรถมา ตนก็แจ้งเป็นภาษา ว.กับตำรวจกลุ่มนั้น ว่า ขณะนี้มี ว.7 ขอให้ส่งกำลังเสริมมาดูแลประชาชนด่วน
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากนั้นเขาก็กำลังจะทำลายเวที ตนก็เข้าไปเจรจาในฐานะเป็นคนมหาสารคาม เหมือนกัน และบอกให้เขาถอยไป ถ้าอยากจะพูดจะให้พูดก่อน 30 นาที แล้วพันธมิตรฯ จะพูดเพียง 15 นาที เขาบอกว่าเราไม่ได้มาพูด เรามารื้อเวทีเท่านั้น ส่วนตำรวจเริ่มมาแบบเชื่องช้า ขณะที่ชุลมุนกัน ในที่สุดเราก็จัดเวทีได้ เราประกาศชัยชนะ และใช้จิตวิทยา พอเห็นตำรวจมา เราก็บอกว่า พวกเรามาแล้ว และก็ปรบมือรับ ตำรวจก็มาดูแลเรา แต่ได้ยินเสียงพวกโพกผ้าแดงด่าผ่านไมค์เลย ว่า ไหนตำรวจจะเข้าข้างไง นี่เข้าข้างพันธมิตรฯนี่นา โชคดีที่ตนเป็น ส.ส.มหาสารคาม มาหลายสมัย ทำให้รู้จักนายตำรวจหลายคน
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้น เราก็ถูกล้อมจากแก๊ง นปก.ที่นำโดย ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากัน เราก็ปราศรัยต่อ แต่ก็มีหิน หนังสติ๊กมาตลอด ตำรวจเป็นกลางจริงๆ อยู่ตรงกลาง เป็นกลางจริงๆ แล้วหันหน้ามาหาเราไม่ยอมหันหน้าไปทางพวกมัน
นายสุชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์มันชุลมุนขณะที่ นายการุณ ปราศรัยอยู่ แล้วไฟก็ดับ แล้วมีนักศึกษาใส่เสื้อชอปแอบอยู่ตรงมุมบ้านพักอาจารย์ แล้วก็เรียกคนๆ หนึ่งว่า อาจารย์ๆ ซึ่งตรงนั้นคือ จุดที่โยนหิน ยิงลูกแก้วเข้ามาที่เวที ตำรวจนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าตรงนั้นมีอะไร แล้วตนมาทราบภายหลัง ผอ.ราชภัฏแห่งนั้น เป็นลูกพี่สาวของ นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชาชน
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า วันนั้นสงสัยมากว่าทำไมไม่อยากให้เราปราศรัยทั้งที่เราขอแค่วันเดียว ตนก็เป็นคนมหาสารคาม เรื่องอย่างนี้เกิดกับคนอีสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่มีความพยายามไม่ให้คนอีสานรู้เท่าทันทุกอย่าง ต้องการให้อีสานโง่ ปิดหูปิดตาพี่น้องประชาชน เขากลัวตั้งเวทีทุกที่ในอีสานไม่อยากให้คนรู้ เพราะกลัวคนอีสานจะรู้ความจริง ชนชั้นปกครองสมัยไหนๆ ก็แล้วแต่ จะทำให้โง่แล้วทำลาย ตอนนี้ก็เช่นกัน เอเอสทีวีไม่มีให้ดูหรอก
นายวันชัย เล่าว่า ตนประจำอยู่ท้ายปิกอัพที่แจกน้ำดื่ม เราโดนล้อมรอบเวทีทั้งหน้าหลัง โดยขณะที่ นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ โดนยิงลูกหิน แล้วตนกระโดดจะลงไปดู ก็โดนหินขว้างเข้ามาถูกหัว เขาได้ขว้างปาทุกอย่างเข้ามา ทั้งหิน หนังสติ๊ก ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง
ด้าน นางวชิราภรณ์ กล่าวว่า ตนเป็นแกนนำคนหนึ่งที่จะจัดเวทีที่มหาสารคาม เริ่มต้นจากคนที่คิดเหมือนกันก่อนว่าเราควรจะทำอะไรในขณะที่เรารู้ข้อมูล ต่างๆ แบบนี้แล้วจะอยู่เฉยไม่ได้ จึงได้คุยกับพวกสายเอ็นจีโอ นักวิชาการด้วยกัน ก็คิดว่าจะทำยังไงให้จัดเวทีให้ได้ เพราะรู้ว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน คนหนึ่ง สามารถพูดผ่านสื่อวิทยุ และกล้าแลกชีวิตถึงขนาดว่าพันธมิตรฯคนไหน คิดจะจัดเวทีที่มหาสารคามต้องข้ามศพเขาไปก่อน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้น ยอมรับว่า กลัวบ้างที่จะถูกคนทำร้าย แต่ก็คิดในทางดีว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป มีตำรวจ มีผู้ว่าฯ นายอำเภอ ใครต่อใครหลายคน ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แต่เราคิดผิดว่ากลไกเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในยาม คับขัน ที่จริงไม่ใช่เลย
นางวชิราภรณ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่ดิฉัน เป็นพี่น้อง เขาก็เป็นพี่น้องเหมือนกันนะ แต่เป็นพี่น้องที่หลงผิดได้รับข้อมูลไม่จริง เขาปิดหน้าเป็นไอ้โม่งแดง เข้ามาอย่างนั้นแล้วพูดจาปลุกเร้าอย่างนั้น ตำรวจคิดไม่ได้เลยหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเด็กนักเรียนมาเป็นกลุ่มๆ ถือธงชาติเดินแถวมากัน พวกนั้นก็ขู่เด็กว่าพวกมึงจะไปไหนกัน ถ้าเข้าไปก็จะจับตัดขาให้หมด ที่สำคัญเด็กม.4 ผู้ชาย ประทับใจมาก เขาบอกว่า จะเอาธงชาติไปป้องกันไม่ให้ใครทำร้ายพันธมิตรฯ
“คิดว่าเป็นผู้หญิงมันไม่น่าจะทำอะไร ก็ออกไปเจรจาตอนหัวค่ำ ถือธงออกไป ก็ทำท่าจะเข้ามาหักแขนตนอยู่แล้ว และในจังหวะที่ นายการุณ โดนยิงลูกแก้ว ดิฉันลุกจะไปดู ก็โดนหินขว้างมาที่หัวจนล้มลง” นางวชิราภรณ์ กล่าว
นางวชิราภรณ์ กล่าวว่า อยากจะบอกพันธมิตรฯทุกคน ว่า เราไม่ควรจะเสียเวลาเสียขวัญกับอะไรแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปรากฏการณืตาย 10 เกิดแสนของจริงแล้ว ฉะนั้น เห็นว่า ตนขอทำตัวเป็นประโยชน์แล้วให้สิ่งดีๆ กับสังคมเท่าที่ทำได้ แล้วจะทำต่อไป อย่างไรก็ตาม คงไม่ฝากถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพราะไม่เห็นประโยชน์ในการฝาก อย่างไรก็ตาม วันนี้เราชนะแล้วนะ ใครบอกเราแพ้ ปัญหาของดิฉันขี้ประติ๋ว ใครจะตามเอาชีวิตอะไรเรื่องเล็กน้อย ถ้ามีปัญหาตามฆ่าคนทั้งแผ่นดินได้ก็ให้มันทำ
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
หมัก แพแตก! เพื่อแผ่นดิน ถอนตัวต้านแก้ รธน.-ไม่พอใจเสีย พระวิหาร
รัฐบาล “หมัก 1” ส่อแพแตก “สุวิทย์” ประกาศนำ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ระบุไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรณีเขาพระวิหาร “งูเห่า”โผล่ทันที “พิเชษฐ์ ตันเจริญ”อ้างยังไม่เป็นมติพรรค แต่หัวหน้าตัดสินใจคนเดียว ด้าน”เสธ.หนั่น-เติ้ง”ช็อก อ้างยังไม่รู้สาเหตุ
เมื่อเวลา 18.30 น.วันนี้ (29 ก.ค.) นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินที่ได้รับอำนาจจากกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ของพรรคได้มีมติให้ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเนื่องจากจะเป็น การเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่อยู่ระหว่าง การดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยเรื่องดังกล่าวได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงเที่ยงของวันเดียวกันแล้ว ถึงการตัดสินใจดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้มีการเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอให้มีการปรับครม.ใหม่
สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าเศรษฐกิจและปาก ท้องชาวบ้านซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาพรรคเพื่อแผ่นดินได้มีการทักท้วงประเด็น ดังกล่าวมาโดยตลอดและการเปิดสภาฯ ก็ยังจะมีการเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกจึงเป็นประเด็นสำคัญประเด็น หนึ่งที่พรรคเพื่อแผ่นดินมีจุดยืนในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีเขาพระวิหารพรรคเพื่อแผ่นดินเองหนักใจแม้ว่ารัฐบาลได้หาทางแก้ไขล่าสุด ด้วยการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่แล้วก็ยังคงเป็นสิ่ง ที่ค้างคาใจอยู่เพราะยังห่วงเรื่องอำนาจอธิปไตยของไทยซึ่งชื่อพรรคก็ บ่งบอกว่าเพื่อแผ่นดินก็คิดว่าทุกคนเองก็เป็นห่วงเช่นกันดังนั้นจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดปัญหาและเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนจึงถึง เวลาที่จะต้องทบทวนบทบาททางการเมืองด้วยการถอนตัว
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีและได้พยายามประคับ ประคองการร่วมรัฐบาลมาตลอดแต่หลายครั้ง หลายเรื่องก็เห็นว่าจำเป็นต้องทักท้วง การมีความเห็นที่ต่างกันก็ไม่ได้หมายถึงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่เราเองก็มีจุดยืนอยู่บนความถูกต้องแต่อาจจะไม่ถูกใจ ส่วนพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องที่พรรคชาติไทยจะต้องพิจารณาเอง และเรื่องนี้ก็ได้โทรศัพย์คุยกับท่านบรรหารแล้ว ส่วนการลาออกครั้งนี้คงจะตอบแทนไม่ได้ว่าจะมีผลให้พลังประชาชนยุบสภาฯเร็ว ขึ้น”นายสุวิทย์กล่าว
นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า จากนี้ไปพรรคเพื่อแผ่นดินต้องการทำการเมืองใหม่ มีความสร้างสรรค์ รู้รักสามัคคี ไปไหนมาไหนมีแต่ความสงบสุข เป็นการเมืองแบบไทยๆ ที่เหมือนเดิมไม่ใช่ฆ่าฟันเช่นปัจจุบันนี้ โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะยังคงมีอยู่ต่อไปจะไม่มีการยุบพรรคเพื่อไป รวมกับใครแน่นอน ส่วนจะจับมือร่วมกับพรรคใดเพื่อสร้างการเมืองใหม่นั้นก็อยู่กับพรรคอื่นๆ ว่าจะคิดอย่างไรและตัดสินใจอย่างไร และจากนี้ไปก็คงทำหน้าที่ฝ่ายค้านและเร็วๆ นี้คงจะได้หารือกับพรรคต่อไป
อย่างไรก็ตามกรณีที่มีกระแสข่าวว่าได้มีการใช้เงินทองในการสร้าง กลุ่มงูเห่าให้เกิดขึ้นในพรรคนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะยังเชื่อว่า ส.ส.คงจะไม่เห็นแก่เงินและคิดว่าคงไม่น่าจะเกิดขึ้นกับพรรค โดยยืนยันว่าไม่ทราบว่าเงินมาจากที่ไหนเพราะที่ทราบก็มาจากข่าวเป็นหลัก ส่วนกรณีที่ ส.ส.จะตัดสินใจจะแยกตัวออกจากพรรคหรือไม่อย่างไร ตามรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ส.ส.มีสิทธิในการตัดสินใจและต้องคงไม่สามารถทำอะไรได้เกินขอบเขตที่รัฐ ธรรมนูญกำหนด
ฝากงาน รมว.อุตฯ คนใหม่
สำหรับงานกระทรวงอุตสาหกรรมที่ตนรับผิดชอบดูแลนั้นสิ่งที่ต้องการจะ ฝากให้ รมว.คนใหม่สานต่อที่สำคัญคือ ปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีที่ต้อง เร่งดูแลในของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขณะนี้ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนด้านพลังงานทำให้ผู้ ประกอบการยานยนต์เริ่มขาดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังต้องฝากเรื่องของแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือ เซาเทิร์นซีบอร์ดที่จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อกระตุ้นการลงทุนให้ขยาย ตัว ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอได้ไป ดูแลในการกระตุ้นการลงทุนในประเทศแล้วโดยเฉพาะการลงทุนทางด้านพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่จะต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น
“ปลาไหล”สะดุ้ง!
ด้านพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า ทั้งตนและนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค รู้สึกช็อกเหมือนกัน ที่รู้ข่าวว่านายสุวิทย์ถอนตัวอย่างกระทันหัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้เหตผลของการถอนตัว คงต้องถามเหตุผลของพรรคเพื่อแผ่นดินก่อนที่พรรคชาติไทยจะตัดสินใจอะไร แต่คิดว่าน่าจะอยู่ในเรื่องเงื่อนไข 5 ข้อ ที่เคยตั้งเอาไว้ก่อนเข้าร่วมรัฐบาล
พล.ต.สนั่น กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร คงเป็นมติพรรคออกมา ตอนนี้ตนก็พยายามจะต่อสายหานายสุวิทย์ แต่ยังก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องมาก่อน กระทันหันจริงๆ และได้โทรศัทพ์คุยกับนายบรรหารในเรื่องนี้แล้ว
“งูเห่า”โผล่ทันที
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนายสุวิทย์แถลงข่าวการถอนตัวแล้ว นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจตามลำพังของนายสุวิทย์ โดยไม่ผ่านความเห็นของพรรค และไม่มีการพูดคุยกันก่อน หลังจากนั้นเดินทางไปหารือกับ ส.ส.ในกลุ่มของตน เพื่อปรึกษากันว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
“หมอแว”งง ชี้ควรเป็นมติก่อน
ด้านน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ รองหัวหน้าพรรคพี่อแผ่นดิน กล่าวว่า การถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นมติออกมาจากทางพรรค ไม่ใช่เป็นความเห็นของคนใดคนหนึ่ง เพราะเราทำงานร่วมกันเป็นพรรค และพรรคก็ยังมีคณะกรรมการบริหารและ ส.ส. เป็นส่วนประกอบ ซึ่งทุกคนก็สามารถแสดงความเห็นและตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
ปปช.มีมติตั้งอนุไต่สวนผู้ว่าฯ-ผู้การอุดร
ปปช.มีมติตั้งอณุกรรมการไต่สวนผู้ว่าฯ ผู้การจังหวัด และผู้กำกับ สภ.อุดรธานี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากเหตุกลุ่มผู้ชุมประทะกัน
นายก ล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช. มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนผู้ว่าฯอุดรธานี ผู้บังคับการตำรวจภูธร และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร จ.อุดรธานี กับพวกฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีปล่อยให้กลุ่มประชาชนจำนวนมาก พร้อมอาวุธบุกเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี โดยมี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนและมี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช.ร่วมเป็นอนุกรรมการไต่สวน
พร้อมกันนี้ โฆษก ป.ป.ช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ป.ป.ช. ยังได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกทม. ฐานร่ำรวยผิดปกติ
ปชป.อัดนายกฯ-มท.1ให้ท้ายพวกทำร้ายปชช.ที่อุดรฯ
ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเหตุการณ์ทำร้ายกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยและชมรมคนรักอุดร เพราะเป็นห่วงว่ารัฐบาลที่มีหน้าที่หยุดยั้งสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามกลายเป็น สงครามกลางเมือง ที่คนไทยฆ่ากันเอง แต่รัฐบาลกลับไม่มีท่าที่ที่ชัดเจนในการจัดการปัญหา แต่กลับมีท่าทีให้ท้ายกลุ่มที่ทำร้าย ซึ่งกรณีนี้มีภาพข่าวเห็นตัวผู้กระทำผิดชัดเจน แต่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กลับไม่แสดงท่าทีใดๆ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายหรือไม่ เพราะนายสมัครคุ้นเคยกับกรณีการฆ่าหมู่นักศึกษาในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่นายสมัครจะเฉยเมยเหมือนในอดีตไม่ได้ ดังนั้น จึงขอถามนายสมัคร และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะขณะนี้มีการคุกคามและข่มขู่ทำร้าย จนต้องย้ายโรงพยาบาล จากจ.อุดรธานี ไป จ.ขอนแก่น และมหาสารคาม จนต้องย้ายเข้ากทม. รัฐบาลยังทนเฉยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า หลายครั้งที่เกิดเหตุลักษณะแบบนี้ มักมีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ควรสำนึกในความเป็นคนไทย ต้องตักเตือนลูกพรรคว่า ไม่ควรมีท่าทีให้ท้ายเพราะเป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด 2 คน แม้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา แต่ยังให้สัมภาษณ์พูดอาฆาตมาดร้ายว่า หากมีการชุมนุม ก็จะทำเช่นนี้อีก ดังนั้น ฝ่ายค้านของให้นายสมัครและร.ต.อ.เฉลิมเร่งดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมา ดำเนินคดี
ที่มา: มติชนออนไลน์
ข่าวและความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง:
นปก.ชุมนุมกว่า200ไล่ปปช.พ้นตำแหน่ง
กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.จำนวนประมาณ 200 คน ร่วมกับกลุ่มสภาสนามหลวงนำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ซึ่งพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีแดง และตะโกนขับไล่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. บริเวณหน้าสำนักงาน ภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำกระเบื้องติดรูปภาพของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทั้ง 5 คน ทุบทำลายและโห่ร้องด้วยความยินดีที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่ช่วงเวล่าประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมาล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางกลับไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิด ขึ้นแต่อย่างใด
ที่มา INNNews
ขรก.ศธ.ร้องศาลแพ่งไต่สวนฉุกเฉิน’พันธมิตร’ ฐานละเมิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรินทร์ หิรัญ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมพวกรวม 6 คน ได้เดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 5 คน เป็นจำเลย ฐานละเมิด จากการที่แกนนำพันธมิตรฯ จัดการชุมนุมและปราศรัยบริเวณสะพายมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเพลงเสียงดังรบกวนการทำงาน และทำให้การจราจรติดขัด นอกจากนี้ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่ส่วนฉุกเฉินด้วย
นายสุรินทร์ กล่าวว่า จะมีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ 6 คนและนายตำรวจ 1 นายขึ้นเบิกความต่อศาล โดยศาลได้นัดไต่ส่วนฉุกเฉินช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ค.นี้
ที่มา:มติชนออนไลน์
ไทย-เขมรลงเอยยอมถอนทหารพ้นวัด
2 ลงเอยฝ่ายยอมถอนทหารพ้นวัด หลังไทยลั่นเคลียร์ไม่จบไม่กลับ ‘เตช’ นำคณะถก ‘กัมพูชา’บรรยากาศดี ติด 3 ประเด็นหลัก ปัญหากำลังทหารสองฝ่าย-พื้นที่ทับซ้อน-ชาวกัมพูชาในที่ทับซ้อน โฆษกเขมรแบะท่าไม่ยุติ ชี้คุยแค่นโยบายหลักเรื่องเขตแดนยังไม่มีผล
2 ฝ่ายยอมถอนทหารพ้นวัด
ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลการประชุมการเจรจาแบบทวิภาคีกรณีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ระหว่างนายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ผู้นำคณะตัวแทนฝ่ายไทยกับนายฮอ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ผู้แทนคณะฝ่ายกัมพูชา ที่โรงแรมอังกอร์พาเลซรีสอร์ทแอนด์สปา เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ได้ข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้
1.ทหารทั้งสองฝ่ายจะอดทนอดกลั้นไม่ใช่ความรุนแรง
2.จะจัดประชุมคณะกรรมการเขตแดน (เจบีซี) ต่อไปโดยเร็วที่สุด
3.ทั้งสองฝ่ายจะถอนทหารออกจากวัดคีรีสุขสวาย บริเวณปราสาทพระวิหาร
4.ทั้งสองฝ่ายจะประสานกันในการเก็บกู้กับระเบิดในบริเวณนั้น
5.การประชุมครั้งนี้จะไม่มีข้อผูกพันต่อการปักปันเขตแดนที่จะมีต่อไปกระทั่ง เวลา 22.0น. ทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกัน นายฮอ นัมฮง กล่าวว่า ดีใจที่การประชุมก้าวหน้าได้ผลดี ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ 2 ประเทศในการแสวงหาสันติภาพ ที่ประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่นายเตชกล่าวว่า หวังว่าการร่วมมือครั้งนี้ จะทำไปสู่การถอนทหารในอนาคตต่อไป
ไทย-เขมรถกพระวิหารบรรยากาศดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแม้บรรยากาศการประชุมจะเป็นไปด้วยดี แต่ยังส่อเค้าไม่สามารถหาข้อยุติลงได้ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนกัมพูชา สื่อจากสำนักข่าวต่างประเทศ และผู้สื่อข่าวไทย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คนในการติดตามรายงานข่าว ขณะที่ทางการกัมพูชาได้วางกำลังตำรวจและทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดใน ระหว่างการประชุมครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้แทนไทยนำโดยนายเตช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสนามบินเมืองเสียมเรียบ เมื่อเวลา 09.20 น. และตรงไปที่โรงแรมอังกอร์พาเลซรีสอร์ทแอนด์สปาทันที เพื่อหารือภายในกันอีกครั้ง จากนั้นเวลา 10.00 น. มีการหารือนอกรอบสองฝ่ายก่อน โดยมีผู้เข้าร่วมฝ่ายละ 6 คน ในส่วนของไทยนอกจากนายเตชแล้ว มีนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายวีระพันธุ์ วัชราทิตย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงและอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย พล.ท.สุจิต สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ขณะที่ผู้แทนกัมพูชา มีนายฮอ นัม ฮง นายวา กิม ฮอง รัฐมนตรีอาวุโสและที่ปรึกษารัฐบาลฝ่ายกิจการชายแดน นายลอง วิสาโล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ พล.อ.เนียง พาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา พล.อ.เมี๊ย สุเพียะ ผู้บัญชาการทหารบก และนายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย
หารือนอกรอบหน.คณะต่างย้ำจุดยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือนอกรอบยุติลงเมื่อเวลา 11.45 น. โดยสองฝ่ายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 30 นาที จากนั้นนายเตชเดินเข้ามาที่ห้องทำงานของคณะผู้แทนไทยเพื่อหารือภายในร่วมกัน อีกครั้ง แหล่งข่าวที่เข้าร่วมการหารือนอกรอบเปิดเผยว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี แต่ละฝ่ายต่างย้ำจุดยืนของตัวเอง และการหารือในระดับหัวหน้าคณะได้ข้อยุติแล้ว ต่อจากนี้ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฝ่ายไปหารือกันอีกครั้ง แล้วค่อยนำกลับมาแจ้งต่อหัวหน้าคณะในภายหลัง
จากนั้นเวลา 12.25 น. การหารืออย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 2 คณะ คณะแรกฝ่ายไทยมีนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนอีกหนึ่งคณะมีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ต่างแยกไปคุยรายละเอียดกับคณะฝ่ายกัมพูชา เป็นเวลา 40 นาที จึงกลับมาที่ห้องทำงานของคณะผู้แทนไทยเพื่อหารือกันภายในอีกครั้ง กระทั่งเวลา 13.45 น. นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ได้มาเชิญนายเตชและคณะไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายฮอ นัม ฮง ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องอาหารก่อนหน้าแล้ว
ยื้อติด3ปม-ไทยยันไม่จบไม่กลับ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยเปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายยังคงเป็นการหารือกลุ่มย่อยต่อไป แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะจำเป็นต้องมีการหารือเต็มคณะหรือไม่ ทั้งนี้ การหารือทั้งหมดพูดกันในภาพรวมทุกประเด็นของปัญหาที่มีอยู่ รวมทั้งหารือต่อเนื่องจากการประชุมนอกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยและ กัมพูชาครั้งแรก ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งฝ่ายไทยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นตัวแทน พูดคุยกับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าอาจได้ข้อยุติในระดับหนึ่ง โดยอาจจะมีการแถลงข่าวร่วมกันหลังการประชุม
เวลา 15.10 น. นายฮอ นัม ฮง ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจายังไม่เสร็จ เพราะมีหลายประเด็นที่ยังหยิบยกมาพูดคุยอยู่ยังไม่ได้ข้อยุติ ด้านผู้สื่อข่าวมติชนรายงานว่า จนถึงเวลา 18.30 น. คณะเจรจาระดับคณะทำงานยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายมีการออกมารายงานและขอรับทราบนโยบายจากรัฐมนตรีของตนเองเป็นระยะ ก่อนจะกลับเข้าไปเจรจาต่อรองกันใหม่ ซึ่งการเจรจาที่มีการต่อรองกันมากที่สุดคือ คณะทำงานด้านกฎหมายที่นำโดยนายวีรชัย ซึ่งเจรจาเพื่อหาข้อยุติใน 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องการจัดการกับกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย เรื่องการดำเนินการกับปัญหาพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อน และปัญหาเรื่องชาวกัมพูชาที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อน
เวลา 20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเจรจาผ่านมาร่วม 10 ชั่วโมงส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อ โดยทางฝ่ายไทยยืนยันว่าหากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติก็จะยังไม่เดินทางกลับ ในขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาเตรียมยกเลิกเที่ยวบินพาณิชย์สำหรับเดิน ทางกลับกรุงพนมเปญแล้วเช่นเดียวกัน
ต่อมาในช่วงเย็นปรากฏว่าฝ่ายกัมพูชาซึ่งเดิมกำหนดจะเดินทางกลับกรุง พนมเปญในเวลาราว 19.00 น. ได้เลื่อนการเดินทางกลับออกไป และเตรียมพร้อมในกรณีที่อาจต้องนอนค้างคืนที่เสียมเรียบ ขณะที่คณะฝ่ายไทยที่มากับเที่ยวบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ก็ต้องแจ้งยก เลิกการเดินทางและหันมาใช้เที่ยวบินของกองทัพอากาศไทยแทน เพราะไม่ทราบว่าการเจรจาจะยุติลงเมื่อใด เนื่องจากการหารือของคณะผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ข้อยุติ ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากฝ่ายกัมพูชาระบุว่าร่างเอกสารที่สองฝ่ายยกขึ้นมีเนื้อหาแตก ต่างกัน
เขมรแบะท่าเรื่องเขตแดนไม่ยุติ
ด้านสำนักข่าวต่างประเทศทั้งเอเอฟพี เอพี และรอยเตอร์ รายงานว่า การเจรจารอบใหม่เพื่อหาข้อยุติในปัญหาพิพาทเขาพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังตึงเครียดมานานเกือบ 2 สัปดาห์ ซึ่งสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ทั้งสองประเทศไม่ได้คาดหวังว่าจะหาข้อยุติของปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันได้ ภายในวันนี้ แต่หวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะสามารถวางแนวทางในการจัดการกับประเด็นปัญหา พิพาทชายแดนระหว่างกันที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
นายเขียว กันนะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวกับเอเอฟพีว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศจะหยิบยกนโยบายหลักของตนมาหารือกันเท่า นั้น ส่วนการพิจารณาเรื่องเขตแดนและกำลังทหารจำเป็นต้องมีการหารือกันในราย ละเอียด ซึ่งจะเป็นการทำงานของคณะกรรมการชุดอื่นต่อไป ”อย่างไรก็ดี การได้พบหารือกันซึ่งหน้า ยังดีกว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีการพบหน้าพูดคุยกันเลย”ขณะที่สำนัก ข่าวเอพีรายงานว่า ก่อนหน้าการเจรจารอบใหม่จะเริ่มขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศต่างมองในแง่บวกว่าการเจรจาครั้งนี้น่า จะก่อผลที่เป็นการคลี่คลายเหตุพิพาทครั้งนี้ได้ แต่เมื่อการเจรจาถึงกลางทาง บรรยากาศกลับตึงเครียดและยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร โดยนายฮอ นัม ฮง กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ”เราได้หารือในหลายประเด็น แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ”
‘ชลิต’ ชี้ยากเขมรดึงทหารชาติอื่น
ก่อนหน้านี้ ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่กัมพูชาร้องขอกำลังจากประเทศเพื่อนบ้าน (เวียดนาม) เข้ามาเสริมชายแดน พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า รัฐบาลพยายามจะให้การแก้ไขเป็นเรื่องของสองประเทศ หากเจรจากันได้ก็ไม่ต้องไปวุ่นวายคนอื่น ถ้าให้คนอื่นเข้ามาช่วยดูแลแสดงว่าความสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ไหวแล้ว เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาทำได้หรือไม่ในการขอกำลังจากประเทศเพื่อน พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้าเป็นชาติอาเซียนก็จะไม่พยายามล่วงล้ำเข้าไปในเรื่องอื่น
ผช.ทูตทหาร12ปท.บุกดูชายแดน
วันเดียวกัน พล.ท.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เจ้ากรมข่าวทหารกองบัญชาการกองทัพไทย นำคณะผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย พม่า สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ เข้าพื้นที่ชายแดนด้านเขาพระวิหารที่มีการตรึงกำลังระหว่างทหารไทยกับทหาร กัมพูชา โดยกล่าวว่า จากข่าวสารที่ผู้ช่วยทูตทหารแต่ละประเทศได้รับค่อนข้างจะตึงเครียดจึงได้ เชิญมาดูสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และมั่นใจว่าแต่ละประเทศคงจะรายงานไปยังประเทศของตนต่อสถานการณ์ที่ได้พบ เห็นในวันนี้ อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างมิตรประเทศสืบไป
‘ปองพล’ มั่นใจ ‘เตช’ ทำทุกอย่างดีขึ้น
ด้านนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 3 ใช้เวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ ชุดมรดกโลกทางธรรมชาติ และมรดกโลกทางวัฒนธรรม ไปดูแลมรดกโลก ที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมดว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร รวมทั้งมีหน้าที่เสนอว่าที่ใดควรจะเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลกต่อไปในอนาคตด้วย
นายปองพลกล่าวว่า ยังตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก 2 ชุดแรก เพื่อดูแลการทำสมุดปกขาวชี้แจงประชาชนเรื่องขึ้นทะเบียนมรดกโลก มีนางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ เป็นประธาน อีกชุดคือ เพื่อพิจารณาการสร้างเขื่อนห้วยโสมงในพื้นที่มรดกโลก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ปางสีดา มีนายอุทิศ กุดอินทร์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธาน
นายปองพลยังกล่าวว่า เชื่อมั่นในตัวนายเตชมาก เพราะเป็นนักการทูตมืออาชีพ รวมทั้งนับถือน้ำใจที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วงเวลานี้ เชื่อทุกอย่างจะดีขึ้น
พณ.เลื่อนจัดแสดงสินค้าที่กัมพูชา
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ จัดสัมมนาเรื่อง ‘ย้ายฐานการผลิตในประเทศชายแดน : ความท้าทายของภาคเอกชนไทย’ โดยนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมไทย-กัมพูชา ยังถือเป็นเพื่อนบ้าน และ เชื่อว่าปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างกันจะเป็นปัญหาระยะสั้น หลังกัมพูชาเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ และการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศกับกัมพูชาจะช่วยทุกอย่างเรียบร้อย คาดว่าไม่เกิน 1 เดือนจะเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจะไม่มีการชะลอการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชา ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยไปกัมพูชายังขยายตัวได้ 70%
นางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ได้สั่งการให้เลื่อนการจัดงานแสดงสินค้า (ไทยแลนด์เอ็กซิบิชั่น) ในกัมพูชาที่กำหนดจัด 3-4 งาน ในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ออกไปก่อน จนกว่าจะมั่นใจต่อสถานการณ์ภายในกัมพูชาจะไม่มีอะไรที่รุนแรงจริง และนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทางไปกัมพูชาได้มั่นใจ แต่หากสถานการณ์ไม่มีอะไรที่รุนแรงก็ให้จัดงานได้ตามกำหนด
นางจิรนันท์ วงศ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า การค้าไทยมีสะดุดบ้างช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จากกระแสบอยคอตสินค้าไทย แต่เมื่อรัฐบาลกัมพูชาออกหนังสือเมื่อ 25 กรกฎาคม 2551 แจ้งประชาชนว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนที่จะไม่ใช้สินค้าไทย ก็ทำให้การซื้อสินค้าไทยกลับมาเหมือนเดิม พ้นการเลือกตั้งทุกอย่างน่าจะปกติ โดย 6 เดือนแรกการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชายังเพิ่มขึ้น 70% หรือมูลค่ารวม 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่โต 30% จึงไม่อยากให้นักลงทุนไทยกังวลและชะลอการลงทุนในกัมพูชา อาจทำให้เสียตลาดให้กับเกาหลีใต้ ที่กำลังขยายการลงทุนมากในกัมพูชา
ที่มา: มติชนออนไลน์





