ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ 3ปี
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ’อ้อ-บรรณพจน์ ‘และ’กาญจนาภา’ 2 ปี คดีเลี่ยงภาษี ‘ชินคอร์ป’ ‘พงษ์เทพ’ ยัน’หญิงอ้อ’ ยื่นสู้ชั้นอุทธรณ์แน่นอน คตส.ไร้กังวล’อ้อ’ดิ้นอุทธรณ์ต่อ ยันสำนวนแน่นหนา ศาลออกกฎเข้ม วางกำลังตร.300นาย ‘อัศวิน’ขู่ถ้าทำตัวไม่เหมาะ จับทันที ขณะที่ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์แล้ว
ศาลสั่งจำคุก’พจมาน-บรรณพจน์’ คนละ 3ปี
ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับการอ่านคำพิพากษาของศาลก่อนตัดสินคดีดังกล่าวนั้น มีถ้อยคำแถลงดังนี้
แม้จะไม่มีการออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 ก็ตาม การคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 จึงไม่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด พยานศาลตรวจ จำเลยทั้ง 3 ไม่สามารถหักล้างได้เช่นเดียวกัน จึงอาจ สงสัยว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่า หรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามฟ้อง
จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการ เสียภาษี จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสาม จึงนอกจากมีหน้าที่ปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
“แต่จำเลยทั้งสาม กลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆที่ จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น
“การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงร้ายแรง”
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลย ที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้ง 3 คนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ ที 2 คนละ 3 ปี
สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ ตม.1/2550 ของศาลฎีกา แผนกคดีอญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ปรากฎว่า คดีดังกล่าวนั้นศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้วหรือไม่อย่างไร จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อตามคำขอได้ ให้ยกคำขอโจทก์นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ซูมหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลตัดสินจำคุก ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีน้ำตาคลอเบ้าขณะที่น.ส.แพรทองธาร บุตรสาวคนเล็กถึงกับส่ายหน้าและเบ้ปากออกมาทันที ก่อนที่ทั้งหมดจะทยอยออกจากห้องพิจารณาคดีเพื่อเดินทางกลับ
สรรพากรเร่งหาคนผิดคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากร 5 คน คือ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ รองอธิบดีขณะนั้น นางสาวกุลฤดี แสงสายัณฑ์ นิติกร 7ว. ขณะนั้น นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ นิติกร 8 ว.ขณะนั้น นางสาวสุจินดา แสงชมภู นิติกร 9 ชช.ขณะนั้น และนายวิชัย จึงรักเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ที่ ป.ป.ช.ระบุว่า มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและมีความผิด อาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่ได้รับหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด จากนางสาวดวงตา วงษ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น
นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลและตรวจสอบทางวินัยอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการกระทำของข้าราชการสรรพากรทั้ง 5 คนว่าจะมีใครเป็นผู้รับผิดชอบบ้าง และรับผิดชอบอย่างไร
“เราได้พยายามเร่งเรื่องผล สอบมาโดยตลอด แต่เข้าใจว่าคณะกรรมการต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียด แต่เชื่อว่าเมื่อศาลอาญามีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ก็น่าจะช่วยให้ผลสรุปออกมาได้เร็วขึ้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอให้ได้รับรายละเอียดของคำพิพากษามาก่อน” นายศานิตกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ศาลระบุชัดเจนว่ากรมสรรพากรตีความผิดทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ขององค์กรหรือไม่ นายศานิตกล่าวว่า คงมีบ้าง แต่การที่เร่งให้มีคณะกรรมการและสรุปผลออกมา เพื่อหาคนรับผิดชอบ(ทางแพ่ง)ก็ถือเป็นท่าทีของกรมแล้ว และที่ผ่านมาก็เร่งดำเนินการมาตลอด เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว จากนี้ต้องนำมาวินิจฉัยกับกฎหมายของกรมสรรพากร ทั้งนี้เมื่อได้ผลสรุปจะส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทันที โดยที่ผ่านมามีการหารือกับนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นระยะๆอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรเป็นพิเศษ
หุ้นกลุ่มชินดิ่งหลัง ‘หญิงอ้อ’ แพ้คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชิน
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มชินวัตร ในช่วงเช้าของวันนี้ (31 ก.ค.) หลังศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกคดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ราคาหุ้นในกลุ่มชินวัตรส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ
โดยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส ราคาลดลง 0.50 บาท อยู่ที่ 86.50 บาท บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคา 23.80 บาท ลดลง 0.20 บาท บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาลดลง 0.01 บาท ราคาอยู่ที่ 1.36 บาท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเพิ่มขึ้น 0.05 บาท อยู่ที่ 8 บาท
‘แม้ว’พา’อ้อ’กลับบ้านยื่นหลักทรัพย์ประกันคนละ 8 ล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีเสร็จเรียบร้อยแล้วครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากศาลอาญาแล้ว หลังจากที่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคนละ 8 ล้านบาท คาดว่าทนายความจะมีการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา โดยพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได่ชัดและไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวเลย
‘อ้อ’ควง’แม้ว-ลูกๆ’ ขึ้นศาลฯ ปชช.แห่ให้กำลังใจเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลอาญา รัชดา ฯ เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 31 ก.ค. ว่า นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีและนางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลย 1-3 ในคดีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) มูลค่า 738 ล้านบาท ได้เดินทางมาถึงศาลอาญาแล้ว พร้อมด้วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน รวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนซึ่งเหมารถรถบัส จำนวน 5 คัน เดินทางมาจากต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ ที่มาให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ และนางกาญจนภา เป็นจำนวนมาก รวมถึงกองทัพสื่อที่มาเฝ้าติดตามสถานาการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ครอครัวชินวัตร เดินทางมาถึง ประชาชนที่มาเฝ้าต้อนรับและให้กำลังใจต่างส่งเสียงเชียร์สนับสนุนโห่ร้อง ด้วยความดีใจ อยู่ตลอดเส้นทางขึ้นศาล โดยบุคคลในครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ได้ส่งยิ้มและรีบเดินขึ้นไปเพื่อเข้าฟังคำพิพากษาบนห้องพิจารณาคดีทันที
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จัดกำลังกว่า 300 นายมาคอยดูและรักษาความปลอดภยบริเวณโดยรอบอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุความวุ่นวายต่างๆขึ้น ขณะที่กลุ่มต้านซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มใดก็ได้เดินทางมาเฝ้าสังเกตการณ์ใน ครั้งนี้ด้วย
ลุ้นศาลตัดสินคดี ‘บรรณพจน์-พจมาน ‘ คดีเลี่ยงภาษี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ชินคอร์ป’ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 ในวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704
นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอาญา เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ว่า ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องพิจารณาคดี และบริเวณโดยรอบศาล ทั้งขอกำลังตำรวจคอมมานโด กองปราบปราม ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 200 นายมาดูแล
ออกข้อกำหนดศาลห้ามก่อเหตุวุ่น
”ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง ทั้งพวกสนับสนุน และพวกคัดค้าน ที่จะมาร่วมฟังคำพิพากษา อาจก่อเหตุความไม่เรียบร้อยขึ้น เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดตรวจหาอาวุธ และวัตถุระเบิดที่อาจถูกซุกซ่อนเข้ามาในบริเวณศาล ส่วนลานจอดรถหน้าศาลก็จะนำรั้วกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกนำรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อ ความปลอดภัย” เลขานุการศาลอาญา กล่าว
นายณรัช กล่าวว่า นอกจากนี้ นายวิธูร คลองมีคุณ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ออกข้อกำหนดศาลอาญา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 25 โดยออกข้อกำหนดเพื่อใช้บังคับในวันที่ 31 กรกฎาคม โดย ‘ห้ามมิให้ผู้ใดประพฤติตนในทางที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือก่อความ รำคาญ หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม ยั่วยุ สนับสนุนการกระทำดังกล่าวในอาคาร และอาณาบริเวณของศาล มิฉะนั้น อาจถูกดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้’
นายณรัช กล่าวต่อว่า ศาลจะถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิจารณาที่บริเวณหน้าศาล เพื่อให้ประชาชนที่คาดว่าจะเดินทางมาจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าฟังในห้องพิจารณาได้หมด
ตร.จับทันทีใครทำตัวไม่เหมาะสม
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ได้ประสานกับศาลขอวางแผงกั้น ซึ่งศาลอนุญาตให้เข้าทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต้าน ซึ่งตำรวจได้จัดที่ไว้ให้แยกกันอยู่ ไม่ให้มีการปะทะกัน ถ้าใกล้กันมากเดี๋ยวจะกระทบกระทั่งกันได้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตำรวจติดตั้งกล้องบันทึกภาพตลอด
”เชื่อว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย คนที่อยู่ในรั้วศาลต้องไม่ทำการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของศาล เช่น ตะโกนโห่ฮา ใช้ถ้อยคำหรือแสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควร เพราะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาล” ผบช.น.กล่าว
พ.ต.อ.อาคม จันทนลาช ผกก.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า ได้วางกำลังตำรวจ ปจ.2 กองร้อย (300 นาย) พร้อมประสานกับทางศาล และวางแผนร่วมกันในการป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ โดยจัดพื้นที่หน้าศาลและด้านขวา เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้ามารับฟังคำพิพากษา โดยมีการถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดจากห้องพิพากษา และแบ่งแยกแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ไม่ให้อยู่ใกล้กันเพื่อป้องกันการปะทะ และจะแจกจ่ายข้อบังคับในการปฏิบัติตนเมื่ออยู่ภายในศาลว่าควรทำตัวอย่างไร หากมีผู้ใดประพฤติไม่เหมาะสม จะจับกุมทันทีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
มติเอกฉันท์ยื่นฟ้อง ‘แม้ว’ รวยผิดปกติ 7.6 หมื่นล.
นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย ‘มติชนออนไลน์’ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ในวันนี้ คณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช. กับสำนักอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีมติว่า ทางสำนักอัยการสูงสุด จะยื่นฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่นายกฯ เพื่อประโยชน์ ให้กับธุรกิจของครอบครัวชินวัตร ต่อศาลฎีกาแผนกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และขอให้ศาลยึดทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยอัยการจะใช้เวลาทำสำนวนและรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลเร็วๆ นี้
ศาลรับฟ้อง ‘แม้ว’ คดีเอ็กซิมแบงก์
วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา ที่นายปัญญา สุทธิบดี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดำหมายเลข อม.3/2551 มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการเข้าไปมีส่วนได้ส่วน เสียเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 กรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ 4 พันล้านบาทให้แก่รัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินโครงการโทรคมนาคมและมีการซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือชินคอร์ ปซึ่งเป็นทุจริตของครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ
สำหรับคำร้องของจำเลยที่โต้แย้งอำนาจ คตส. ในการตรวจสอบไต่สวนและยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวในคำพิพากษา ไม่จำต้องมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวอีก ส่วนคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขอเข้าเป็นโจทก์แทน คตส. ศาลเห็นว่า ป.ป.ช.มีอำนาจเป็นโจทก์แทน คตส. ซึ่งสิ้นสุดหน้าที่ไปหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์แทน คตส. โดยให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ศาลนำส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยภายใน 15 วัน ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน
ที่มา: มติชนออนไลน์
ตร.จ่อคิวจับทาสแม้ว “ชูชีพ” หมิ่นเบื้องสูง!
น.1 เผย บช.น.เดินเครื่องถอดเทปเส้นเสียงคำพูด “ชูชีพ ชีวสุทธิ์” พร้อมประสานผู้เชี่ยวชาญจาก สตช.-สนง.นิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบหลักฐาน เพื่อเสนอศาลอนุมัติหมายจับต่อไป ย้ำหลักฐานทั้งหมดจะมัดตัวคนจาบจ้วงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดำเนินคดีผู้ต้องหา ทุกคนได้แน่
วันนี้(30 ก.ค.)พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวถึงการออกหมายจับนายชูชีพ ชีวสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า คณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กำลังรวบรวมพยานหลักฐานรายละเอียดพฤติการณ์ กรณีที่มีการกล่าวพาดพิงก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ในรายการวิทยุชุมชนเวทีทวงคืนประชาธิปไตย เพื่อเตรียมขออนุมัติหมายจับบุคคลที่พูด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเทปคำพูดให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบคลื่นเสียงว่า เป็นเสียงของนายชูชีพ จริงหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 3-4 วันคงรู้ผลยืนยันชัดเจน เมื่อได้หลักฐานในส่วนนี้เมื่อไหร่จะดำเนินการขออนุมัติหมายจับจากศาลใน ทันที
“ตำรวจจะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน ทุกรายไปไม่มีละเว้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมการออกหมายจับผู้ต้องหา รายอื่นๆต่อไปโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มีการออกหมายจับทั้งนั้นทุกกรณีทุกคนเราดำเนินการหมดตามขั้นตอนกฎหมายโดยไม่ ต้องมีการออกหมายเรียกก่อน เนื่องจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นคดีที่มีโทษเกิน 3 ปีขึ้นไปฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมีการออกหมายเรียกสามารถออกหมายจับได้ทันที เพราะเป็นคดีที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีใครมาแจ้งความ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพบูชา “ผบช.น.กล่าว
ด้าน แหล่งข่าวจากคณะทำงานชุดสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นฯ หรือ บอร์ด บช.น.ซึ่งมี พล.ต.ท.อัศวิน เป็นประธาน กล่าวว่า คณะทำงานกำลังรวบรวมพยานหลักฐานรายละเอียดพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานทั้งภาพและเสียง ประกอบสำนวนคดีเพื่อเตรียมออกหมายจับผู้ต้อหาที่กระทำความผิดข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มเติมอีก 1- 2 รายในเร็วๆนี้ โดยหนึ่งในนั้นมีนายชูชีพ ชีวิสุทธิ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย ที่ปราศรัยพาดพิงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายหลังคณะทำงานบอร์ด บช.น.ได้ออกหมายจับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และนางสาวดารณี เชิงชาญศิลปะกุล แกนนำกลุ่มสภาประชาชนสนามหลวงไปก่อนหน้านี้
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะทำงานสืบสวนได้สืบสวนรวบรวมเบาะแสข้อมูลหลักฐานการกระทำความผิดของนาย ชูชีพ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลักฐานภาพและเทปบันทึกเสียงคำพูดของนายชูชีพ ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณท้องสนามหลวง หลายครั้งที่ผ่านมามีถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดาชานุภาพ รวมถึงการพูดออกอากาศผ่านทางรายการวิทยุชุมชน
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
กสิกรไทยฟ้องล้มละลายแกนนำ นปก.’วีระ มุสิกพงศ์’ถูกประกาศพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
ประกาศพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด’วีระ มุสิกพงศ์’ พิธีกรรายการ’ความจริงวันนี้’ทางเอ็นบีที อดีตแกนนำ นปก. ถูกธนาคารกสิกรไทยฟ้องล้มละลาย เผยถ้าประนอมหนี้กันไม่ได้ ต้องส่งให้ศาลมีคำสั่งล้มละลาย
ผู้สื่อข่าว’มติชนออนไลน์’รายงานว่า ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายวีระ มุสิกพงศ์ พีธีกรรายการ’ความจริงวันนี้’ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือเอ็นบีที อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คดีหมายเลขแดงที่ ล. 4464/2551ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 มีรายละเอียดดังนี้
ด้วย บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ลูกหนี้ เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 แล้ว
ลูกหนี้เลขประจำตัวประชาชน 3-9399-00019-22-5 ไม่ปรากฏอาชีพแน่ชัด มีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 39/194 ซอยวิภาวดีรังสิต84 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
เพราะฉะนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเป็นต้นไป เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจ ตามมาตรา22 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ดังต่อไปนี้
(1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป
(2) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สิน ซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับ จากผู้อื่น
(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้
เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเรื่องนี้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดี ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือ สำนักงานบังคับคดีซึ่งลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งนี้
แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขยายกำหนดเวลาให้อีกไม่เกิน 2 เดือน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหนี้ขอยื่นรับชำระหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อประนีประนอมยอมความกับ ลูกหนี้ที่ถุกพิทักษ์ทรัพย์ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานต่อศาลล้มละลายให้มีคำสั่งให้ลูกหนี้ล้ม ละลาย
ที่มา: มติชนออนไลน์
ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง ‘ทักษิณ’ คดีปล่อยกู้พม่า 4 พันล้าน นัดสืบพยาน 16 ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดที่ อม. 3/2551 ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด กรณีเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 กรณีเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้รัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาทในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า เพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์ จากบริษัทชินแซทเทิลไลท์ บริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร โดยให้นับโทษ ต่อจากคดีทุจริตซื้อ-ขายที่ดินรัชดาภิเษก คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ของศาล
อย่างไรก็ตาม ในการไต่สวนและสืบพยานคดีดังกล่าวนั้น ศาลอนุญาต ให้คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน คตส. ซึ่งหมดวาระไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ต่อไป โดยนัดพิจารณาสืบพยานครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ย. เวลา 10.00 น.
ทั้งนี้ หลังจากศาลฯ มีคำสั่งรับฟ้องในคดีดังกล่าวนี้แล้ว ก็จะถือว่าเป็นคดีที่ 3 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเป็นจำเลยในคดีที่ดินรัชดา และคดีหวยบนดิน
ที่มา: มติชนออนไลน์
พันธมิตรฯสารคาม แฉนาทีม็อบโม่งแดงป่วนเวที ตัวผู้ล้วนๆ! พุ่งจะทำร้ายผู้หญิง
“พันธมิตรฯมหาสารคาม” ขึ้นเวทีใหญ่มหาวิทยาลัยราชดำเนิน เล่านาทีม็อบถ่อยกระหน่ำขว้างหิน ยิงลูกแก้วใส่พี่น้องพันธมิตรฯมหาสารคาม จนบาดเจ็บสาหัสไปตามๆ กัน แฉ ไอ้โม่งแดงมือยิง “การุณ” ใส่เสื้อชอปราชภัฏดัง ที่มีน้อง ส.ส.พลังแม้ว เป็น ผอ.“เจ๊หนุ่ย” หญิงเหล็ก อึ้ง บุกเดี่ยวเข้าเจรจา แต่กลับถูกชายแท้นุ่งผ้าถุง เตรียมพุ่งเข้าทำร้าย ลั่นไม่กลัวตาย ขอยืนหยัดสู่ต่อไป ท้า แน่จริง ถ้าไล่ฆ่าคนทั้งประเทศได้ก็ทำ
วันนี้ (29 ก.ค.) เมื่อเวลา 19.27 น.ที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะพานมัฆวานรังสรรค์ พันธมิตรฯมหาสารคาม ที่ถูกแก๊ง นปก.หลายสิบคน บุกป่วนเวทีพันธมิตรฯทำร้าย ขณะจัดเวทีที่มหาสารคาม ได้ขึ้นเวทีเปิดใจถึงเหตุการณ์ดังกล่าว นำโดย นายสุชาติ ศรีสังข์ แกนนำพันธมิตรฯมหาสารคาม อดีต ส.ส.ไทยรักไทย นายวันชัย สุวรรณทัต โดนก้อนหินที่หัวคิ้ว เย็บ 4 เข็ม นางวชิราภรณ์ โคตรสาร บาดเจ็บสาหัสถูกก้อนอิฐขว้างกะโหลกแตก
นายสุชาติ กล่าวว่า พื้นที่มหาสารคามโหด ดุ ไล่ตั้งแต่ กกต.ข้าราชการ ทุกอย่างครอบงำ กอบโกย โกงกิน ซึ่งตนอาจจะเป็นแกะขาวในฝูงตรงนั้นก็ได้ พี่น้องร้อยเอ็ดจัดเวที ตนก็ไปปราศรัย ขณะที่พื้นที่มหาสารคาม ได้ถูกท้าทายจาก นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พูดออกวิทยุในมหาสารคาม ว่า ให้ไปจัดเวทีที่นั่นบ้าง จะให้กองร้อยหนังสติ๊กยิงหัวมัน
“ก่อนหน้านั้น ประมาณ 2 สัปดาห์ นายธีระชัย แสนแก้ว ไปที่ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ประชุมคนที่มหาสารคามประมาณ 500 คน ได้บอกให้เตรียมไม้หน้าสาม ขวาน หนังสติ๊ก ไว้รับพันธมิตรฯ พูดในขณะไปตรวจราชการต่อหน้าข้าราชการ ประชาชน” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นการตั้งเวทีหลอกว่าจะขึ้นที่สวนสุขภาพ แต่เวทีจริงตั้งที่ไนท์บาซาร์ เวลา 14.00 น.ปรากฏว่า มีการ์ดมาแค่ 20 คน ไม่นับการ์ดไม่เปิดเผยของตน จากนั้นไม่ถึง 20 นาที มีคนบอกว่า เวทีหลอกของเราพังไปแล้ว โดยมีกลุ่มคนผูกผ้าแดงปิดหน้าปิดตา ประมาณ 200 คน มุ่งหน้ามาที่เวทีบาซาร์ ขณะนั้นตำรวจยังไม่มา มีตำรวจประมาณ 5 คน นั่งรถมา ตนก็แจ้งเป็นภาษา ว.กับตำรวจกลุ่มนั้น ว่า ขณะนี้มี ว.7 ขอให้ส่งกำลังเสริมมาดูแลประชาชนด่วน
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากนั้นเขาก็กำลังจะทำลายเวที ตนก็เข้าไปเจรจาในฐานะเป็นคนมหาสารคาม เหมือนกัน และบอกให้เขาถอยไป ถ้าอยากจะพูดจะให้พูดก่อน 30 นาที แล้วพันธมิตรฯ จะพูดเพียง 15 นาที เขาบอกว่าเราไม่ได้มาพูด เรามารื้อเวทีเท่านั้น ส่วนตำรวจเริ่มมาแบบเชื่องช้า ขณะที่ชุลมุนกัน ในที่สุดเราก็จัดเวทีได้ เราประกาศชัยชนะ และใช้จิตวิทยา พอเห็นตำรวจมา เราก็บอกว่า พวกเรามาแล้ว และก็ปรบมือรับ ตำรวจก็มาดูแลเรา แต่ได้ยินเสียงพวกโพกผ้าแดงด่าผ่านไมค์เลย ว่า ไหนตำรวจจะเข้าข้างไง นี่เข้าข้างพันธมิตรฯนี่นา โชคดีที่ตนเป็น ส.ส.มหาสารคาม มาหลายสมัย ทำให้รู้จักนายตำรวจหลายคน
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้น เราก็ถูกล้อมจากแก๊ง นปก.ที่นำโดย ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากัน เราก็ปราศรัยต่อ แต่ก็มีหิน หนังสติ๊กมาตลอด ตำรวจเป็นกลางจริงๆ อยู่ตรงกลาง เป็นกลางจริงๆ แล้วหันหน้ามาหาเราไม่ยอมหันหน้าไปทางพวกมัน
นายสุชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์มันชุลมุนขณะที่ นายการุณ ปราศรัยอยู่ แล้วไฟก็ดับ แล้วมีนักศึกษาใส่เสื้อชอปแอบอยู่ตรงมุมบ้านพักอาจารย์ แล้วก็เรียกคนๆ หนึ่งว่า อาจารย์ๆ ซึ่งตรงนั้นคือ จุดที่โยนหิน ยิงลูกแก้วเข้ามาที่เวที ตำรวจนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าตรงนั้นมีอะไร แล้วตนมาทราบภายหลัง ผอ.ราชภัฏแห่งนั้น เป็นลูกพี่สาวของ นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชาชน
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า วันนั้นสงสัยมากว่าทำไมไม่อยากให้เราปราศรัยทั้งที่เราขอแค่วันเดียว ตนก็เป็นคนมหาสารคาม เรื่องอย่างนี้เกิดกับคนอีสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่มีความพยายามไม่ให้คนอีสานรู้เท่าทันทุกอย่าง ต้องการให้อีสานโง่ ปิดหูปิดตาพี่น้องประชาชน เขากลัวตั้งเวทีทุกที่ในอีสานไม่อยากให้คนรู้ เพราะกลัวคนอีสานจะรู้ความจริง ชนชั้นปกครองสมัยไหนๆ ก็แล้วแต่ จะทำให้โง่แล้วทำลาย ตอนนี้ก็เช่นกัน เอเอสทีวีไม่มีให้ดูหรอก
นายวันชัย เล่าว่า ตนประจำอยู่ท้ายปิกอัพที่แจกน้ำดื่ม เราโดนล้อมรอบเวทีทั้งหน้าหลัง โดยขณะที่ นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ โดนยิงลูกหิน แล้วตนกระโดดจะลงไปดู ก็โดนหินขว้างเข้ามาถูกหัว เขาได้ขว้างปาทุกอย่างเข้ามา ทั้งหิน หนังสติ๊ก ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง
ด้าน นางวชิราภรณ์ กล่าวว่า ตนเป็นแกนนำคนหนึ่งที่จะจัดเวทีที่มหาสารคาม เริ่มต้นจากคนที่คิดเหมือนกันก่อนว่าเราควรจะทำอะไรในขณะที่เรารู้ข้อมูล ต่างๆ แบบนี้แล้วจะอยู่เฉยไม่ได้ จึงได้คุยกับพวกสายเอ็นจีโอ นักวิชาการด้วยกัน ก็คิดว่าจะทำยังไงให้จัดเวทีให้ได้ เพราะรู้ว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน คนหนึ่ง สามารถพูดผ่านสื่อวิทยุ และกล้าแลกชีวิตถึงขนาดว่าพันธมิตรฯคนไหน คิดจะจัดเวทีที่มหาสารคามต้องข้ามศพเขาไปก่อน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้น ยอมรับว่า กลัวบ้างที่จะถูกคนทำร้าย แต่ก็คิดในทางดีว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป มีตำรวจ มีผู้ว่าฯ นายอำเภอ ใครต่อใครหลายคน ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แต่เราคิดผิดว่ากลไกเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในยาม คับขัน ที่จริงไม่ใช่เลย
นางวชิราภรณ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่ดิฉัน เป็นพี่น้อง เขาก็เป็นพี่น้องเหมือนกันนะ แต่เป็นพี่น้องที่หลงผิดได้รับข้อมูลไม่จริง เขาปิดหน้าเป็นไอ้โม่งแดง เข้ามาอย่างนั้นแล้วพูดจาปลุกเร้าอย่างนั้น ตำรวจคิดไม่ได้เลยหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเด็กนักเรียนมาเป็นกลุ่มๆ ถือธงชาติเดินแถวมากัน พวกนั้นก็ขู่เด็กว่าพวกมึงจะไปไหนกัน ถ้าเข้าไปก็จะจับตัดขาให้หมด ที่สำคัญเด็กม.4 ผู้ชาย ประทับใจมาก เขาบอกว่า จะเอาธงชาติไปป้องกันไม่ให้ใครทำร้ายพันธมิตรฯ
“คิดว่าเป็นผู้หญิงมันไม่น่าจะทำอะไร ก็ออกไปเจรจาตอนหัวค่ำ ถือธงออกไป ก็ทำท่าจะเข้ามาหักแขนตนอยู่แล้ว และในจังหวะที่ นายการุณ โดนยิงลูกแก้ว ดิฉันลุกจะไปดู ก็โดนหินขว้างมาที่หัวจนล้มลง” นางวชิราภรณ์ กล่าว
นางวชิราภรณ์ กล่าวว่า อยากจะบอกพันธมิตรฯทุกคน ว่า เราไม่ควรจะเสียเวลาเสียขวัญกับอะไรแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปรากฏการณืตาย 10 เกิดแสนของจริงแล้ว ฉะนั้น เห็นว่า ตนขอทำตัวเป็นประโยชน์แล้วให้สิ่งดีๆ กับสังคมเท่าที่ทำได้ แล้วจะทำต่อไป อย่างไรก็ตาม คงไม่ฝากถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพราะไม่เห็นประโยชน์ในการฝาก อย่างไรก็ตาม วันนี้เราชนะแล้วนะ ใครบอกเราแพ้ ปัญหาของดิฉันขี้ประติ๋ว ใครจะตามเอาชีวิตอะไรเรื่องเล็กน้อย ถ้ามีปัญหาตามฆ่าคนทั้งแผ่นดินได้ก็ให้มันทำ
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
หมัก แพแตก! เพื่อแผ่นดิน ถอนตัวต้านแก้ รธน.-ไม่พอใจเสีย พระวิหาร
รัฐบาล “หมัก 1” ส่อแพแตก “สุวิทย์” ประกาศนำ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ระบุไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรณีเขาพระวิหาร “งูเห่า”โผล่ทันที “พิเชษฐ์ ตันเจริญ”อ้างยังไม่เป็นมติพรรค แต่หัวหน้าตัดสินใจคนเดียว ด้าน”เสธ.หนั่น-เติ้ง”ช็อก อ้างยังไม่รู้สาเหตุ
เมื่อเวลา 18.30 น.วันนี้ (29 ก.ค.) นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินที่ได้รับอำนาจจากกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ของพรรคได้มีมติให้ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเนื่องจากจะเป็น การเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่อยู่ระหว่าง การดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยเรื่องดังกล่าวได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงเที่ยงของวันเดียวกันแล้ว ถึงการตัดสินใจดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้มีการเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอให้มีการปรับครม.ใหม่
สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าเศรษฐกิจและปาก ท้องชาวบ้านซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาพรรคเพื่อแผ่นดินได้มีการทักท้วงประเด็น ดังกล่าวมาโดยตลอดและการเปิดสภาฯ ก็ยังจะมีการเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกจึงเป็นประเด็นสำคัญประเด็น หนึ่งที่พรรคเพื่อแผ่นดินมีจุดยืนในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีเขาพระวิหารพรรคเพื่อแผ่นดินเองหนักใจแม้ว่ารัฐบาลได้หาทางแก้ไขล่าสุด ด้วยการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่แล้วก็ยังคงเป็นสิ่ง ที่ค้างคาใจอยู่เพราะยังห่วงเรื่องอำนาจอธิปไตยของไทยซึ่งชื่อพรรคก็ บ่งบอกว่าเพื่อแผ่นดินก็คิดว่าทุกคนเองก็เป็นห่วงเช่นกันดังนั้นจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดปัญหาและเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนจึงถึง เวลาที่จะต้องทบทวนบทบาททางการเมืองด้วยการถอนตัว
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีและได้พยายามประคับ ประคองการร่วมรัฐบาลมาตลอดแต่หลายครั้ง หลายเรื่องก็เห็นว่าจำเป็นต้องทักท้วง การมีความเห็นที่ต่างกันก็ไม่ได้หมายถึงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่เราเองก็มีจุดยืนอยู่บนความถูกต้องแต่อาจจะไม่ถูกใจ ส่วนพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องที่พรรคชาติไทยจะต้องพิจารณาเอง และเรื่องนี้ก็ได้โทรศัพย์คุยกับท่านบรรหารแล้ว ส่วนการลาออกครั้งนี้คงจะตอบแทนไม่ได้ว่าจะมีผลให้พลังประชาชนยุบสภาฯเร็ว ขึ้น”นายสุวิทย์กล่าว
นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า จากนี้ไปพรรคเพื่อแผ่นดินต้องการทำการเมืองใหม่ มีความสร้างสรรค์ รู้รักสามัคคี ไปไหนมาไหนมีแต่ความสงบสุข เป็นการเมืองแบบไทยๆ ที่เหมือนเดิมไม่ใช่ฆ่าฟันเช่นปัจจุบันนี้ โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะยังคงมีอยู่ต่อไปจะไม่มีการยุบพรรคเพื่อไป รวมกับใครแน่นอน ส่วนจะจับมือร่วมกับพรรคใดเพื่อสร้างการเมืองใหม่นั้นก็อยู่กับพรรคอื่นๆ ว่าจะคิดอย่างไรและตัดสินใจอย่างไร และจากนี้ไปก็คงทำหน้าที่ฝ่ายค้านและเร็วๆ นี้คงจะได้หารือกับพรรคต่อไป
อย่างไรก็ตามกรณีที่มีกระแสข่าวว่าได้มีการใช้เงินทองในการสร้าง กลุ่มงูเห่าให้เกิดขึ้นในพรรคนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะยังเชื่อว่า ส.ส.คงจะไม่เห็นแก่เงินและคิดว่าคงไม่น่าจะเกิดขึ้นกับพรรค โดยยืนยันว่าไม่ทราบว่าเงินมาจากที่ไหนเพราะที่ทราบก็มาจากข่าวเป็นหลัก ส่วนกรณีที่ ส.ส.จะตัดสินใจจะแยกตัวออกจากพรรคหรือไม่อย่างไร ตามรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ส.ส.มีสิทธิในการตัดสินใจและต้องคงไม่สามารถทำอะไรได้เกินขอบเขตที่รัฐ ธรรมนูญกำหนด
ฝากงาน รมว.อุตฯ คนใหม่
สำหรับงานกระทรวงอุตสาหกรรมที่ตนรับผิดชอบดูแลนั้นสิ่งที่ต้องการจะ ฝากให้ รมว.คนใหม่สานต่อที่สำคัญคือ ปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีที่ต้อง เร่งดูแลในของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขณะนี้ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนด้านพลังงานทำให้ผู้ ประกอบการยานยนต์เริ่มขาดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังต้องฝากเรื่องของแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือ เซาเทิร์นซีบอร์ดที่จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อกระตุ้นการลงทุนให้ขยาย ตัว ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอได้ไป ดูแลในการกระตุ้นการลงทุนในประเทศแล้วโดยเฉพาะการลงทุนทางด้านพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่จะต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น
“ปลาไหล”สะดุ้ง!
ด้านพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า ทั้งตนและนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค รู้สึกช็อกเหมือนกัน ที่รู้ข่าวว่านายสุวิทย์ถอนตัวอย่างกระทันหัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้เหตผลของการถอนตัว คงต้องถามเหตุผลของพรรคเพื่อแผ่นดินก่อนที่พรรคชาติไทยจะตัดสินใจอะไร แต่คิดว่าน่าจะอยู่ในเรื่องเงื่อนไข 5 ข้อ ที่เคยตั้งเอาไว้ก่อนเข้าร่วมรัฐบาล
พล.ต.สนั่น กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร คงเป็นมติพรรคออกมา ตอนนี้ตนก็พยายามจะต่อสายหานายสุวิทย์ แต่ยังก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องมาก่อน กระทันหันจริงๆ และได้โทรศัทพ์คุยกับนายบรรหารในเรื่องนี้แล้ว
“งูเห่า”โผล่ทันที
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนายสุวิทย์แถลงข่าวการถอนตัวแล้ว นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจตามลำพังของนายสุวิทย์ โดยไม่ผ่านความเห็นของพรรค และไม่มีการพูดคุยกันก่อน หลังจากนั้นเดินทางไปหารือกับ ส.ส.ในกลุ่มของตน เพื่อปรึกษากันว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
“หมอแว”งง ชี้ควรเป็นมติก่อน
ด้านน.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ รองหัวหน้าพรรคพี่อแผ่นดิน กล่าวว่า การถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นมติออกมาจากทางพรรค ไม่ใช่เป็นความเห็นของคนใดคนหนึ่ง เพราะเราทำงานร่วมกันเป็นพรรค และพรรคก็ยังมีคณะกรรมการบริหารและ ส.ส. เป็นส่วนประกอบ ซึ่งทุกคนก็สามารถแสดงความเห็นและตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
ปปช.มีมติตั้งอนุไต่สวนผู้ว่าฯ-ผู้การอุดร
ปปช.มีมติตั้งอณุกรรมการไต่สวนผู้ว่าฯ ผู้การจังหวัด และผู้กำกับ สภ.อุดรธานี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากเหตุกลุ่มผู้ชุมประทะกัน
นายก ล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช. มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนผู้ว่าฯอุดรธานี ผู้บังคับการตำรวจภูธร และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร จ.อุดรธานี กับพวกฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีปล่อยให้กลุ่มประชาชนจำนวนมาก พร้อมอาวุธบุกเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี โดยมี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนและมี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช.ร่วมเป็นอนุกรรมการไต่สวน
พร้อมกันนี้ โฆษก ป.ป.ช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ป.ป.ช. ยังได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกทม. ฐานร่ำรวยผิดปกติ
ปชป.อัดนายกฯ-มท.1ให้ท้ายพวกทำร้ายปชช.ที่อุดรฯ
ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเหตุการณ์ทำร้ายกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยและชมรมคนรักอุดร เพราะเป็นห่วงว่ารัฐบาลที่มีหน้าที่หยุดยั้งสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามกลายเป็น สงครามกลางเมือง ที่คนไทยฆ่ากันเอง แต่รัฐบาลกลับไม่มีท่าที่ที่ชัดเจนในการจัดการปัญหา แต่กลับมีท่าทีให้ท้ายกลุ่มที่ทำร้าย ซึ่งกรณีนี้มีภาพข่าวเห็นตัวผู้กระทำผิดชัดเจน แต่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กลับไม่แสดงท่าทีใดๆ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายหรือไม่ เพราะนายสมัครคุ้นเคยกับกรณีการฆ่าหมู่นักศึกษาในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 จึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่นายสมัครจะเฉยเมยเหมือนในอดีตไม่ได้ ดังนั้น จึงขอถามนายสมัคร และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะขณะนี้มีการคุกคามและข่มขู่ทำร้าย จนต้องย้ายโรงพยาบาล จากจ.อุดรธานี ไป จ.ขอนแก่น และมหาสารคาม จนต้องย้ายเข้ากทม. รัฐบาลยังทนเฉยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า หลายครั้งที่เกิดเหตุลักษณะแบบนี้ มักมีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ควรสำนึกในความเป็นคนไทย ต้องตักเตือนลูกพรรคว่า ไม่ควรมีท่าทีให้ท้ายเพราะเป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด 2 คน แม้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา แต่ยังให้สัมภาษณ์พูดอาฆาตมาดร้ายว่า หากมีการชุมนุม ก็จะทำเช่นนี้อีก ดังนั้น ฝ่ายค้านของให้นายสมัครและร.ต.อ.เฉลิมเร่งดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมา ดำเนินคดี
ที่มา: มติชนออนไลน์
ข่าวและความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง:
นปก.ชุมนุมกว่า200ไล่ปปช.พ้นตำแหน่ง
กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.จำนวนประมาณ 200 คน ร่วมกับกลุ่มสภาสนามหลวงนำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ซึ่งพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีแดง และตะโกนขับไล่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. บริเวณหน้าสำนักงาน ภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำกระเบื้องติดรูปภาพของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทั้ง 5 คน ทุบทำลายและโห่ร้องด้วยความยินดีที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่ช่วงเวล่าประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมาล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางกลับไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิด ขึ้นแต่อย่างใด
ที่มา INNNews
ขรก.ศธ.ร้องศาลแพ่งไต่สวนฉุกเฉิน’พันธมิตร’ ฐานละเมิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรินทร์ หิรัญ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมพวกรวม 6 คน ได้เดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 5 คน เป็นจำเลย ฐานละเมิด จากการที่แกนนำพันธมิตรฯ จัดการชุมนุมและปราศรัยบริเวณสะพายมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเพลงเสียงดังรบกวนการทำงาน และทำให้การจราจรติดขัด นอกจากนี้ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่ส่วนฉุกเฉินด้วย
นายสุรินทร์ กล่าวว่า จะมีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ 6 คนและนายตำรวจ 1 นายขึ้นเบิกความต่อศาล โดยศาลได้นัดไต่ส่วนฉุกเฉินช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ค.นี้
ที่มา:มติชนออนไลน์







